สรุปข่าววงการการ์ตูนประจำปี 2558 (1): เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ข่าวสำคัญ วงการการ์ตูนประจำปี 2558

ปีแพะแบะๆๆๆ 2015 ที่กำลังจพผ่านพ้นไป ก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่การฟื้นฟูบ้านเมืองที่ยังไม่สุดนัก อันเนื่องจากปัจจัยหลายๆประการ นำไปสู่ความกังขาเรื่องของความโปร่งใสในทุกวงการ เท่านั้นไม่พอ นอกจากทั่วโลกจะเกิดปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ก็เจอปัญหาผู้ลี้ภัย การก่อการร้ายในต่างประเทศ รวมถึง กลางกรุงของเราช่วงกลางปี ทำเอาท่านปูตินแห่งรัสเซีย ประกาศกร้าว จะขอปราบพวก IS ซะให้เหี้ยน นอกจากนี้ก็มีเรื่องราวของมหันตภัยยุงร้าย ที่ทำเอาดาราหนุ่มท่านนึงป่วยหนัก จนต้องลุ้นอาการของเขาทุกๆวัน แต่ไม่ใช่ว่าปีที่ผ่านมาจะเลวร้ายซะหมด อย่างน้องก็มี กีฬานี่ล่ะ ที่ทำเอาคนไทยเรามีความสุขเสมอมา ทั้งผลงานทัพนักกีฬาไทยในซีเกมส์ , ทีมฟุตบอลไทยโชว์ผลงานแหล่มตั้งแต่รุ่นเล็ก-รุ่นใหญ่ ยัน ทีมบอลหญิงไทยกับบอลโลกหญิงครั้งแรก แล้วก็ นางงามของเรา ก็ทะลุถึง 10 คนสุดท้ายของ Miss Universe ครั้งแรกในรอบ 27 ปี (อ่อ...ไม่รู้จะนับเป็นความสุขได้หรือเปล่านะ กับการที่ นายกบอลไทยจอมหนักเหนียวถูก FIFA แบน!!!!)

ในส่วนของข่าวคราวในวงการการ์ตูน ในรอบปี 2015 นี้ก็เช่นกัน เพราะต่างก็มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น ทั้งดีและร้ายปะปนกันไป ก็เลยถือโอกาสรวบรวมเรื่องราวในวงการการ์ตูนที่เกิดขึ้นในปี 2015 มาสรุปกันให้ได้รับทราบพอสังเชป เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เราไปทบทวนกันเลย!!!

โดยในตอนแรกนี้ จะเป็นการสรุปข่าวและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวงการการ์ตูนตลอดทั้งปี 2015 ส่วนตอนสอง จะเป็นการสรุป LC - อนิเม และ สื่อที่เกี่ยวข้องในบ้านเรารอบปี 2015 ครับ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เราไปทบทวนกันเลยครับ!!!


สำนักข่าว K-D News (kartoon-discovery.com)
สามารถอัพเดทข่าวสารเว็บเราได้ผ่าน Twitter และ Facebook


หากนำข่าวจากเราไปเผยแพร่ที่อื่น รบกวนใส่เครดิตให้กับทางเราด้วยครับ ขอบคุณครับ


   เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ข่าวสำคัญ วงการการ์ตูนประจำปี 2558

ด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อันเรื้อรั้งซึมลึกทั่วโลกมายาวนาน ที่มีตั้งแต่การเผยแพร่การ์ตูนบนเว็บไซต์ หรือสื่อต่าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ LC รวมถึง การโหลด หรือ เผยแพร่ อนิเมสดใหม่จากทางญี่ปุ่นแบบไม่แคร์เจ้าของผลงาน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้สร้างผู้ผลิตการ์ตูนอนิเมในด้านรายได้เข้าอย่างจัง และจากผลพวงทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก รวมถึงพฤติกรรมการทำตัวราวเป็นปลิงของผู้บริโภคส่วนหนึ่งนี้เอง ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อวงการการ์ตูนอนิเมโดยกว้าง โดยเฉพาะกับบ้านเรานั้น ในรอบปี 2015 นี้ จัดว่าเป็นปีสุดอ่วมระทมของบรรดาสนพ. ผู้จัดจำหน่ายการ์ตูน-อนิเม รวมไปถึง ร้านค้า-เช่าการ์ตูนในบ้านเรา อย่างหนักหน่วง ซึ่งในปีนี้ก็เห็นภาพผลกระทบจากปัญหานี้อย่างชัดเจน กล่าวคือ มีร้านการ์ตูน ทั้งร้านขายหนังสือ และ ร้านเช่า จำนวนหลากหลายร้านในบ้านเรา ได้ทยอยปิดตัวลงไป ซึ่งรวมไปถึงร้านดังในตำนานแถวสะพานควายด้วย (ซึ่งร้านที่ว่านี้ จบไม่สวยเท่าไหร่ ไม่เพียงแค่มาจากปัญหานี้ ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าของร้านทำตัวเองด้วย) ขณะที่ ร้านการ์ตูน ร้านเช่าอยู่จำนวนหนึ่ง ก็ยังกัดฟันต่อสู้ต่อไป โดยที่จำต้องลดปริมาณการ์ตูนในร้าน รวมถึง การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ มาสานต่อกิจการร้านหนังสือให้คงอยู่ต่อไป

ส่วนทางฝั่งสนพ. กับ ผู้จัดจำหน่ายอนิเม นั้น ต่างอยู่ในสถานการณ์ไม่คึกคักเอาซะเลย เห็นได้จากปริมาณ LC การ์ตูน-อนิเมใหม่ๆ ในรอบปีที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างน้อยลงจากปีก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด เท่านั้นไม่พอ ในปีนี้ก็มีนิตยสารการ์ตูนจำนวนหนึ่งทยอยปิดหัวไป จนเหลือเพียงไม่กี่หัวเท่านั้นที่ยังวางแผงอยู่ ส่วนอนิเมนั้น นอกจากจะไม่ค่อยมีการประกาศ LC เรื่องใหม่ๆ มากเหมือนปีก่อนหน้าแล้ว ปริมาณการจำหน่ายแผ่นอนิเมยังลดน้อยลง + เลื่อนการวางจำหน่ายบ่อยครั้งขึ้นอีก ที่แย่ที่สุด บางค่ายถึงขั้นต้องงดทำ-จัดจำหน่ายอนิเมในรูปแบบ BD ด้วย สิ่งที่พวกเขาทำได้ในขณะนี้ ก็มีแต่การเข็นเรื่องที่เคยประกาศ LC แล้ว ทยอยออกมาวางขายเรื่อยๆ

แม้สถานการณ์ในช่วงนี้จะหนักหนาสาหัส แต่บรรดาผู้ผลิตการ์ตูนอนิเมในบ้านเรา ต่างมีการปรับตัวต่อสู้กับปัญหานี้ มีตั้งแต่ การจัดจำหน่าย C-Kids Express ของค่าย SIC ที่ตีพิมพ์ซีรี่ย์การ์ตูนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง เป็นตอนล่าสุดไล่เลี่ยกับทางญี่ปุ่น , โปรเจ็ค 'ลงขัน' ของค่าย DEX , การเพิ่มช่องทางการออกฉายอนิเม LC (เรื่องยาวๆ) ผ่านทาง Youtube แบบมีโฆษณา ของค่ายนำเข้าอนิเมต่างๆ รวมไปถึง การรวมตัวกันของสนพ.บ้านเรา 10 กว่าแห่ง ในการจัดทำแคมเปญ 'Read2Right' เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ในช่วงปลายปี 2015

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทาง ญี่ปุ่น ก็ไม่นิ่งนอนใจเช่นกัน เพราะได้มีการจัดตั้ง Japan Manga Alliance (JMA) ที่รวมตัวกันของ 4 สนพ.ใหญ่ในญี่ปุ่น ทั้ง Shueisha, Kodansha, Kadokawa, Shogakukan รวมถึง Animate ร้านจำหน่ายสินค้าจากการ์ตูนอนิเมร้านดังของญี่ปุ่น ในการเตรียมเปิดร้าน Animate สาขาแรกในไทย ณ ห้าง MBK กทม. ช่วงต้นปี 2016 (ราว ม.ค.-ก.พ.) ซึ่งการมาของ Animate สาขากรุงเทพนี้ นอกจากจะเป็นการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในไทยของชาวญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายการขจัดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูน-อนิเมในไทย ของทาง JMA ไปในตัวด้วยเช่นกัน

จากสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่อยากให้สถานการณ์การ์ตูน-อนิเมในบ้านเรา เลวร้ายไปกว่านี้ ขอบอกสั้นๆว่า ทุกคนต้องช่วยกัน ในแง่ของการปรับจิตสำนึกที่ดีของผู้บริโภค แล้วก็ช่วยกันสนับสนุนของแท้อย่างถูกต้องกันมากขึ้น ส่วนของเถื่อนนั้น ต้องลดละเลิกลงด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้น ทางฝั่งผู้ผลิตเอง ก็ต้องปรับปรุงการทำงาน ปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ออกมาพึงพอใจในสายตาผู้บริโภค เช่นกัน

 

 



  Charlie Hebdo นองเลือด

ภาพจาก Huffingpost.com


เรื่องราวของศาสนา ความเชื่อต่างๆ ยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนนัก ซึ่งเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆที่เกิดขึ้นบนผืนโลกนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งนั้น เกี่ยวข้องกับประเด็นความเชื่อด้านศาสนาที่แตกต่างกัน ที่มีทั้งพวกที่เคร่งครัดสุดฤทธิ์ กับ พวกที่ไม่สนไม่แยแสต่อความเชื่อของผู้ใดแบบสุดๆ และด้วยความที่ทั้งสองฝ่ายนั้น บางส่วนเป็นพวกไม่ยอมหักยอมงอ เอาแต่งัดข้อกัน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งหลายครั้งหลายคราในประวัติศาสตร์โลก ทั้ง สงครามครูเสด ยันจนถึง เหตุก่อการร้ายต่างๆด้วยน้ำมือของ ตาลีบัน , อัลกออิฎะ , IS หรือกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ ซะจนกลายเป็นความสลดของชาวโลก ซึ่งเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นในข่าวนี้ก็เข้าทำนองนี้เช่นกัน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังผ่านปีใหม่ 2015 ไม่กี่วัน ณ ประเทศฝรั่งเศส ช่วงสายของวันที่ 7 ม.ค 2015 เมื่อมีมือปืนสวมหน้ากาก 2 คน ได้บุกสำนักงานนิตยสาร Charlie Hebdo (ชาร์ลี แอบโด ตามสำเนียงภาษาฝรั่งเศส) พร้อมกับสังหารผู้คนในสนพ.แห่งนี้ถึง 12 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 11 คน จากนั้นก็เกิดการไล่ล่ากันระหว่างตำรวจท้องถิ่นกับผู้ร้าย จนทำให้ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตอีก 3 ราย รวมถึง ตัวประกัน อีก 4 คน ได้เสียชีวิตในระหว่างการบุกยึด Porte de Vincennes

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุนองเลือดขึ้นนั้น เชื่อว่าหลักๆ ก็มาจากตัวนิตยสาร Charlie Hebdo ซึ่งได้นำเสนอเนื้อหาบทความ รวมถึงการ์ตูน ในเชิงเสียดสีและดูหมิ่นศาสนาอิสลามอย่างสม่ำเสมอ จนสร้างความไม่พอใจแก่ชาวมุสลิมมานาน จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว แต่ถึงกระนั้น ทางทีมงานของ Charlie Hebdo ก็ไม่รู้สึกเข็ดขยาดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าจะจัดตีพิมพ์นิตยสารเล่มนี้ต่อไป ถึงล้านฉบับ ซึ่งเป็นจำนวนสูงกว่าที่เคยจัดพิมพ์มา

หลังจากเหตุการณ์บุก Charlie Hebdo ทางนิตยสารยังคงจิกกัดศาสนาอิสลาม กับพวกมุสลิม ไม่ปล่อย รวมถึงยังนำเสนอการ์ตูนเสียดสีบรรดาผู้อพยพชาวซีเรียอีก จนทำให้ชาวโลกพากันไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนิตยสารดังกล่าว โดย ฮายาโอะ มิยาซากิ ผกก.คนดังของ Studio Ghibli เป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นิตยสารได้นำเสนอ โดยมองว่า การล้อเลียน บุคคล หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ อันเป็นที่เคารพบูชาของผู้คนต่างวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งไม่เหมาะสม ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง หากอยากจะเขียนล้อเลียนชาวบ้านนักล่ะก็ เอาบรรดานักการเมืองของฝรั่งเศส มาล้อเลียนซะ ยังจะดีซะกว่า....ทว่า Charlie Hebdo หาได้สนใจความเห็นของมิยาซากิไม่ เลยออกมาเขียนการ์ตูนล้อเลียนตัวเขา เพื่อเป็นการโต้กลับอีกเช่นกัน

ความเห็นของ มิยาซากิ นั่น ก็เป็นหนึ่งในความเห็นต่างที่ออกมา แต่ถึงกระนั้น ก็มีชาวฝรั่งเศสบางส่วนที่ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับความคิดเขา เพราะจากแบบสอบถามในหนังสือ Le Journal du Dimanche ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อเดือน ม.ค. 2015 ได้ระบุว่า มีชาวฝรั่งเศสถึง 42% มองว่า การที่ Charlie Hebdo ตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนเสียดสีโจมตีศาสดา Muhammad กับชาวมุสลิม อยู่บ่อยครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

จากสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เป็นบทเรียนในแง่ของสิทธิเสรีภาพในด้านการแสดงออกต่างๆ แม้เรามีสิทธิ์ที่จะคิด วิจารณ์ แสดงออกถึงใครต่อใครอย่างเสรีได้ แต่อย่าลืมว่า ตัวเราเองก็ควรจะเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึง ศรัทธาความเชื่อของผู้อื่นด้วย อีกทั้ง ก็ไม่ควรจะใช้ความรุนแรงต่อบุคคลอื่นผู้ที่คิดต่างจากตนด้วยเช่นกัน ...ซึ่งหากหลายคนปฏิบัติเช่นนั้นได้ โลกนี้คงมีสันติสุขมากกว่าที่เป็นอยู่นี้

Cabu หนึ่งในทีมงานของ Charlie Hebo วาดการ์ตูนโต้กลับความเห็นของ มิยาซากิ แปลได้ว่า "Cabu ผู้ไม่ชอบมังงะ และเขียนการ์ตูนคอมิคล้อการเมือง คิดว่า นายนี่พล่ามอะไรไร้สาระจัง"



  One Punch Man : หมัดเดียวสั่นสะท้านสะเทือน Strong แห่งปี!!!!!


ในหมู่การ์ตูน-อนิเมเรื่องที่มาแรงประจำปี 2015 นั้น เชื่อเลยว่า หลายคนคงจะหยิบเอาวีรกรรมการต่อสู้กับเหล่าร้ายของพี่โล้นไซตามะ ฮีโร่สุดแกร่งสุดต๊อง ผู้มีเอกลักษณ์ในการล้มคู่ต่อสู้ด้วยหมัดทรงพลังเพียงหมัดเดียว ให้เป็นหนึ่งในอนิเมสุดประทับใจแห่งปี 2015 อีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่า One Punch Man นั้น จะเป็นการ์ตูนที่ดังในหมู่คนอ่านมาระยะหนึ่ง ตั้งแต่เป็นการ์ตูนเขียนเองบนเว็บของ ONE ผู้แต่งเรื่องนี้ เมื่อปี 2009 ก่อนจะได้รับการเผยแพร่ลงบนเว็บของ Young Jump ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา (ได้ อ.ยูสึเกะ มุราตะ (Eye Shield 21) มาเป็นผู้วาดภาพ) แล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของไซตามะกับผองเพื่อนฮีโร่ ก็เพิ่งจะได้รับการดัดแปลงในรูปแบบอนิเมซีรี่ย์ ออกฉายเมื่อช่วงปลายปี 2015 นี้เอง

สำหรับใครที่เพิ่งรู้จักกับเรื่องนี้ มาทำความรู้จักกันซักเล็กน้อย โดยเป็นเรื่องราวเกิดขึ้น ณ มหานคร Z ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโลกที่ถูกสัตว์ประหลาดวายร้ายเข้าคุกคาม สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และที่นั่นเอง ก็ได้มีฮีโร่นาม ไซตามะ ได้ปรากฏตัวขึ้น โดยการใช้สุดยอดหมัดพิฆาตของเขา ในการล้มศัตรูให้หงายจอด (แต่กว่าจะได้ความสามารถของพลังหมัดนี้ ก็ส่งผลข้างเคียงทำให้เขาผมร่วง กลายเป็นคนหัวโล้น) ถึงกระนั้น ด้วยความสามารถของเขานี่ล่ะ ที่ทำให้ตัวเขารู้สึกเบื่อหนายที่ล้มคู่ต่อสู้ได้ง่ายเกินไป และเรื่องราวของเขาก็ดำเนินต่อไปด้วยการพบปะกะ จีนอส ฮีโร่ผู้เป็นลูกศิษย์ของเขา และผองเพื่อนฮีโร่คนอื่นๆ พร้อมกับเข้าร่วมสมาคมฮีโร่เพื่อที่จะได้ต่อสู้พิสูจน์ฝีมือตัวเองในการต่อกรกับปีศาจร้ายให้มากขึ้น แม้ตัวเขาจะถูกดูถูกดูแคลนว่าเป็นฮีโร่จอมปลอมบ้าง แต่เขานั้นพร้อมที่จะสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ.......

จากการที่ฉบับอนิเมเรื่องนี้ ได้ทำออกมา สมกับที่แฟนๆเรื่องนี้หลายต่อหลายคนคาดหวังไว้ (แต่ก็มีคำติติงนิดๆหน่อยๆ )ก็สร้างความ Strong แก่ผู้ชมไปทั่ว ราวกับโดนหมัดเปรี้ยงเดียวของเฮียโล้นเข้าจัง!!!!!!!!!!! อีกทั้งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพี่โล้นไซตามะผู้นี้ ก็ถูกแฟนๆต่างนำไปล้อเลียน แล้วก็ กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่มักจะถูกแฟนๆ นิยมนำไปถกในประเด็นะ 108 ต่างๆ แต่จะหนักไปทางเชิงนำไปเปรียบเทียบความเก่งกาจแข็งแกร่งกับตัวละครอนิเมเรื่องอื่นๆ ข้ามเรื่องกัน ตลอดทั้งปี 2015 จนแทบจะขึ้นทำเนียบกลายเป็นตัวละครที่ถูกซักถามจากบรรดาคอการ์ตูนบนอินเตอร์เน็ตมากที่สุด

และจากความร้อนแรงที่เกิดขึ้นนี้ ก็ทำให้ฉบับมังงะของเรื่องนี้ได้ LC ในบ้านเราสมใจ สมการรอคอย โดยสนพ.เนชั่นฯ และมีกำหนดวางขายช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 นี้

 




  Prison School - แรง(จัด)หนักอึ้งทึ่งแห่งปี


หนึ่งในการ์ตูนอนิเมที่มีคนอ่านจำนวนหนึ่งพูดถึงกันมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง กับเรื่องราวของเหล่าเด็กหนุ่มจำนวนน้อยนิดที่ต้องอยู่ท่ามกลางสาวๆรายล้อมในโรงเรียน ฟังแล้วเหมือนเป็นดั่งสวรรค์ แต่แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่!!! สำหรับ Kangoku Gakuen หรือ Prison School โดยผลงานการ์ตูนของ อ.อากิระ ฮิราโมโตะ เรื่องนี้ ก็มีกระแสนิยมเฉพาะกลุ่มแบบปากต่อปากมาซักระยะหนึ่ง นับตั้งแต่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Young Magazine เมื่อปี 2011 จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัลหนังสือการ์ตูนประเภททั่วไปยอดเยี่ยมของ Kodansha Manga Award ครั้งที่ 37 มาครองได้เมื่อปี 2013 นั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับการต่อยอดในโปรเจ็คใหญ่ๆตามมาอย่างคาดไม่ถึง!!!! เริ่มจากได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมซีรี่ย์ รวมถึง ได้รับดัดแปลงเป็นละครซีรี่ย์ออกฉายทางทีวีช่วงดึกของญี่ปุ่น

Prison School เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนสตรีเอกชนแห่งหนึ่ง ที่กลายสภาพกลายเป็นโรงเรียนสห เมื่อทางโรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้วยการรับนักเรียนชายเข้าเรียนเป็นปีแรก ซึ่ง คิโยชิ กับหนุ่มๆอีก 4 คน กลายเป็นนักเรียนชายกลุ่มแรกที่้เข้าเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งแต่ละคนต่างก็จิ้นไปไกลว่า การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสาวๆจำนวนหลายพันคนในโรงเรียนนี้นั้น คงเป็นอะไรที่พิเศษมีความสุขสำหรับพวกเขา แต่ทว่า ฝันหวานของพวกเขาได้จบสิ้นลง เมื่อพวกเขาได้พบกับความจริงที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนแห่งนี้ ด้วยการเผชิญหน้ากับนักเรียนสาวสมาชิกสภานักเรียนใต้ดิน ซึ่งแต่ละน้องนางก็โหดแสบใช่ย่อย ซะจนทำให้พวกเขาต้องถูกลงโทษทรมานสารพัด ราวกับตกนรกทั้งเป็น กลายเป็นนักโทษร้ายแรงประจำโรงเรียนแห่งนี้ตามชื่อเรื่องเลย

โดยจุดเด่นกับเสน่ห์ของเรื่องนี้ ก็อยู่ที่ความแรงของเนื้อหา เข้ากับนิตยสารที่ลง (Young Magazine เป็นนิตยสารการ์ตูนเจาะกลุ่มคนอ่านวัยรุ่น-ผู้ใหญ่) เลยทำให้มีฉากวาบหวาม ติดเรตออกมาแบบจัดหนักจัดเต็มคนอ่าน แถมคาแร็คเตอร์ของตัวละครนั้นก็ออกจะสุดขั้วซะด้วย กล่าวคือ ฝั่งหนุ่มตัวเอกก็ซวยซ้ำซ้อน , สาวๆก็สวยน่ารัก แฝงมากับความโหด , รองประธานจะเอ็กซ์อึ๋มไปไหน!? (เฮ้ย!!!!) และแน่นอนว่า ในเมื่อมาธีมวัยรุ่นแบบนี้ ย่อมต้องมีฉากโรแมนซ์แบบชวนจิ้น จับคู่กัน ยันจนถึง ฉากแรงๆ ด้วยเช่นกัน !!!!! โดยรวมก็เป็นการ์ตูนตลกซีเครียดจัดเซอร์วิสน้ำจิ้มแก่นักอ่านชาย(สายหื่น)แบบเต็มๆ และยิ่งการที่เรื่องนี้ได้เป็นอนิเม-ละครซีรี่ย์ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เลยทำให้คอการ์ตูนส่วนหนึ่งรู้สึกอึ่งทึ่ง ไม่นึกว่าจะมีคนกล้าเอาเรื่องนี้ไปดัดแปลงในเวอร์ชั่นอื่นๆด้วย ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในการ์ตูน(เรต)ที่มีคนพูดถึงในหลากหลายประเด็น ทั้งชื่นชอบ ทั้งยี้ กันตลอดปี 2015 นี้ (แน่นอนว่า น้องๆเล็กๆ ไม่ถึง 18 ไม่ควรอ่าน-ดูกันเน้อ)

และจากความแรงของเรื่องนี้ อย่าว่าแต่จะมีคนกล้าเอาไปทำเวอร์ชั่นอื่นเคย ไม่มีใครคาดคิดว่า เรื่องนี้จะมีคนกล้าขอลิขสิทธิ์เรื่องนี้ ไปตีพิมพ์วางขายในบ้านเราด้วย!!!!!!!!!! ซึ่งสนพ.บ้านเราที่คว้า LC เรื่องนี้ไปก็คือ First Page Pro และกลายเป็นหนึ่งใน LC สุดฮือฮาที่เกิดขึ้นในวงการการ์ตูนบ้านเราในรอบปีแพะนี้!!!! ภายใต้ชื่อไทย "โรงเรียนคุกนรก" ถึงกระนั้น ฉบับ LC ของเรื่องนี้ ก็ถูกคนอ่านบ้านเราวิจารณ์ว่า ราคาแพงเกินจริง ตั้ง 150 บาทแน่ะ!!!!!! (ส่วนหนึ่งเป็นการตั้งราคาที่กันกลุ่มคนอ่านอายุน้อยๆด้วย) แต่สิ่งที่นักอ่านบ้านเราหลายคนกังวลยิ่งกว่า เห็นจะเป็นเรื่องของความสม่ำเสมอในการวางขาย ไม่รู้ว่าจะมีการเอาไปลอยแพกลางคันหรือเปล่าหนอ?

 


  KanColle สาวน้อยเรือรบ พาป่วยเรือไปทั่วหล้านะ โป้ย!!!



รอบปี 2015 นี้ อนิเมเรื่องนี้ก็จัดเป็นหนึ่งในอนิเมที่สร้างกระแสฮิตจากแฟนๆได้มากพอสมควร (โดยเฉพาะในหมู่หนุ่มๆ) สำหรับอนิเมสาวน้อยเรือรบ Kantai Collection หรือ KanColle ซึ่งอนิเมเรื่องนี้เป็นผลพวงจากความพีคมาตั้งแต่เกมออนไลน์บนเบราเซอร์ต้นฉบับ ที่ผลิตโดย Kadokawa Games กับ DMM (ผู้เปิด server) ซึ่งได้มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ 23 เม.ย. 2013 และปัจจุบันเกมนี้มีผู้เล่นมาลงทะเบียนมากกว่า 3 ล้านคนแล้ว

เกม-อนิเมเรื่องนี้ก็มีเอกลักษณ์เด่นตรงที่ มีการนำบรรดาเรือรบต่างๆที่มีอยู่จริงๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแปลงโฉมวาดใหม่ให้กลายเป็นตัวละครสาวน้อยสาวงามมากหน้าหลายตา ดึงดูดเหล่าผู้เล่นกัน ซึ่งเกมนี้เป็นแนววางแผนการรบ ที่ผู้เล่นจะต้องรับบทเป็นผู้บัญชาการกองเรือ ที่คอยบริหารจัดการทัพเรือของตน ที่มีตั้งแต่ ต่อเรือ ซ่อมแซมเรือ ส่งเรือไปขนเสบียง หรือ ส่งกองเรือไปรบ เป็นต้น ซึ่งใครที่เคยเล่นเกมนี้ ก็จะรู้ว่า เรือของเรานั้นสามารถอัพคลาสความแข็งแกร่งได้เรื่อยๆ จากสาวน้อยเรือรบขนาดเล็ก สู่ สาวเรือรบที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นๆ และแน่นอนว่า เกมนี้ ทำเอาผู้เล่นหลายๆคนพากันติดงอมแงม ไม่เป็นอันทำอะไร จนเกิดที่มาของอาการ "ป่วยเรือ" กันเป็นทอดๆ โดยหนึ่งในคนดังที่มีการเปิดเผยว่าติดอาการ 'ป่วยเรือ' เข้าอย่างจังสุดๆนั้น เห็นจะเป็น อ.โกโช อาโอยามะ ผู้แต่งยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่ได้ติดเกมนี้อย่างหนัก ในระหว่างที่เขากำลังพักฟื้นหลังจากการผ่าตัดที่ รพ. ซะจนถูกแฟนๆโคนันแซวว่า อ.แกคงจะป่วยเรืออย่างหนักซะจนไม่ยอมเขียนโคนันต่อก็เป็นได้ (ฮา) ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้คำว่า "โป้ย" วลีท้ายคำที่ตัวละคร ยูดะจิ มักชอบพูดติดปากบ่อยๆ กลายเป็นวลีฮิตในหมู่คอเกม-อนิเมที่กำลังป่วยเรืออย่างหนัก เช่นกัน

การมาของอนิเมเรื่องนี้ ส่งผลให้ สินค้าจำพวกฟิกเกอร์ต่างขายดิบขายดี ถูกจับจองอย่างไว ทำเงินให้ผู้ผลิตอย่างไม่ขาดสาย รวมถึง สาวเรือรบเหล่านี้ก็ถูกนิยมนำมาวาดเป็นแฟนอาร์ตต่างๆ และมีปริมาณโดจินชิที่ออกวางขายในงาน Comiket ครั้งที่ 85 (ฤดูหนาว 2013) เป็นจำนวนมาก เป็นรองเพียง Touhou Project กับ Kuroko no Basket เท่านั้น จากกระแสของอนิเม-เกมที่ดีขนาดนี้ ทำให้มีปริมาณคนป่วยเรือเพิ่มขึ้นๆ ทุกๆวัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย ที่พวกเธอเหล่านี้ได้รับความไว้วางใจให้มีการทำอนิเมชุดใหม่เพิ่มเติม รวมถึงหนังอนิเมจอเงิน ให้คนดูได้ป่วยเรือหนักเข้าไปอีกนะ โป้ย!!!! ...อนึ่ง เรื่องนี้ ยังมีการทำในรูปแบบอื่นๆอย่าง มังงะ กับ นิยาย ด้วย

จากความสำเร็จของสาวน้อยเรือรบเอง ก็ทำให้ DMM ได้ต่อยอดเกมแนวๆนี้ โดยจับมือกับ Nitroplus ในการจัดทำเกมบนเบราเซอร์ที่มีนามว่า Touken Ranbu ขึ้น ซึ่งเกมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายๆกับ KanColle เพียงแต่เปลี่ยนธีมจากสายน้อยเรือรบ ไปเป็น หนุ่มนักดาบสุดหล่อน่ารัก ที่ดัดแปลงมาจากดาบเล่มต่างๆ ทั้งโบราณ-ใหม่ ที่มีอยู่จริง แทน ซึ่ง Touken Ranbu นั้น ก็ได้รับความนิยมในหมู่คอเกมสาวๆเป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเธอเหล่านี้พากัน 'ป่วยดาบ' ไปตามๆกัน .... เชื่อว่า Touken Ranbu นั้น คงจะมีโปรเจ็คใหญ่อื่นๆตามมา นอกเสียจากละครเวทีล่ะนะ



  Love Live! อนิเมสาวน้อยไอด้อลเงินล้าน!!

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าโชว์ฟอร์มฮ็อตร้อนแรงกันตลอดปี สำหรับชาวคณะไอด้อลสาวน้อยวัยใส Love Live! นั่นเอง นับตั้งแต่ที่พวกเธอเหล่านี้ได้เปิดตัวเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ ในรูปแบบมังงะ เมื่อปี 2012 จนถึงฉบับอนิเมซีรี่ย์ ในปี 2013 เป็นต้นมา พวกเธอเหล่านี้ก็สามารถกุมหัวใจบรรดาคออนิเม & โอตาคุหนุ่มๆ กันได้อีกเพียบ จึงส่งผลให้พวกเธอเหล่านี้ได้ทำสถิติเยี่ยมในรอบปีที่ผ่านมาอย่างมากมาย จนทำให้นักร้องกลุ่ม μ's (มิวส์) ในอนิเมเรื่องนี้ กลายเป็นนักร้องที่ทำเงินสูงที่สุด ในอันดับ 8 ประจำปี 2015 โดยผลงานของเธอในรอบปีที่ผ่านมา พอจำแนกเจาะจงได้ดังนี้

  • อัลบั้มเพลง Best Album Best Live Collection II นอกจากจะเป็นอัลบั้มจากกลุ่มนักร้องตัวละครอนิเมกลุ่มแรกในรอบ 4 ปี กับ 7 เดือน ที่สามารถครองอันดับ 1 ในชาร์ตอัลบั้ม หรือ ซิงเกิ้ล ได้สำเร็จ ถัดจากวง Ho-kago Tea Time จากเรื่อง K-ON แล้ว อีกทั้งยังเป็นอัลบั้มเพลงอนิเมที่ขายดีอันดับ 1 ในปี 2015 จาก Tower Records Japan และติดอันดับ 31 อัลบั้มขายดี ประจำปี 2015 ของ Oricon
  • ซิงเกิ้ล Angelic Angel/Hello. Hoshi wo Kazoete ,Bokutachi wa Hitotsu no Hikari/Future style และ SUNNY DAY SONG/?←HEARTBEAT พาเหรดกันติด 10 อันดับแรก ในชาร์ตซิลเกิ้ลขายดีในญี่ปุ่นของ Oricon ในช่วงที่ตัวหนังอนิเม Love Live! The School Idol Movie ออกฉายใหม่ๆ แถมยังติดทำเนียบซิงเกิ้ลอนิเมขายดีประจำปี 2015 ของ Tower Records Japan ได้ถึง 3 อันดับแรกด้วยกัน (โดยมี Angelic Angel/Hello. Hoshi wo Kazoete คือ ซิงเกิ้ลอนิเมอันดับ 1 ของ TRJ ประจำปี 2015 ) เท่านั้นไม่พอ ยังพาเหรดกันติดชาร์ตซิงเกิ้ลขายดีแห่งปี 2015 ของ Oricon ในอันดับที่ 55 ,57 และ 58 รวมไปถึง ซิงเกิ้ล Fuyu ga Kureta Yokan กับ HEART to HEART ติดชาร์ตซิงเกิ้ลขายดีแห่งปี 2015 ของ Oricon ในอันดับที่ 68 กับ 69 อีกด้วย
  • ขณะที่ Blu-ray คอนเสิร์ต Love Live! ชุด Love Live! μ's Go→Go! Love Live! 2015~Dream Sensation!~ Blu-ray Memorial BOX ที่ออกวางจำหน่ายวันแรก เมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น ต่างได้รับการตอบรับจากบรรดา Liver หรือติ่งอนิเมเรื่องนี้กันอย่างถล่มทลาย ด้วยเปิดตัวสัปดาห์แรกในอันดับ 1 ในชาร์ต BD ของ Oricon ช่วงวันที่ 28 ก.ย. - 4 ต.ค. 2015 ซึ่งแผ่น BD ดังกล่าว นอกจากจะพา Love Live! ขึ้นถึงอันดับ 1 เป็นครั้งแรกในชาร์ตนี้แล้ว ยังทำสถิติยอดขาย BD เปิดตัวสูงที่สุด ในบรรดา BD ทั้งหมด ของซีรี่ย์ Love Live! ด้วยยอดขาย 49,382 แผ่น
  • รวมถึงฉบับอนิเมจอเงินของเรื่องนี้แล้ว ต้องบอกเลยว่า เป็นหนังที่มีกระแสการต้อบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม นับตั้งแต่ออกฉายครั้งแรก 13 มิ.ย. 2015 โดยสามารถทำสถิติยอดขายตั๋วเป็นอันดับ 1 ใน Box Office ญี่ปุ่น ถึง 3 สัปดาห์ติดกัน และจนถึงขณะนี้ ตัวหนังสามารถทำยอดขายตั๋วได้มากกว่า 2 ล้านใบ และ รายได้จากการออกฉายมากกว่า 2.8 พันล้านเยน ซึ่งมากเพียงพอแล้วที่ทำให้ตัวหนังสามารถทำสถิติ เป็นหนังอนิเมจากอนิเมซีรี่ย์ออกฉายรอบดึก ที่สามารถทำรายได้สูงที่สุด แซงหน้า Puella Magi Madoka Magica The Movie Part 3: Rebellion ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2013 นอกจากตัวหนังจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวญี่ปุ่นแล้ว ตัวหนังยังได้ออกฉายยังประเทศต่างๆ อาทิ ไต้หวัน , ฮ่องกง, เกาหลีใต้ , ไทย , สหรัฐฯ , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ ,มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , สิงคโปร์ , เวียดนาม , บรูไน และ อินโดนีเซีย ซึ่งมีข่าวว่า หนัง Love Live! ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากติ่งชาวเกาหลี ส่งผลให้ตัวหนังสามารถทุบสถิติ เป็นหนังอนิเมชั่นที่มียอดจำหน่ายตั๋วสูงที่สุดในเกาหลีใต้ แซงหน้าหนัง Evangelion: 1.0 ที่เคยทำเอาไว้ในแดนกิมจิ

จากผลงานของพวกเธออันเป็นที่ประจักษ์นั่นเอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ค่าย LC ของเรื่องนี้ในบ้านเราอย่าง DEX รวมถึง สนพ.พันธมิตรอย่าง Dexpress จะเอาอกเอาใจบรรดา Liver ในบ้านเรา ด้วยการสรรหากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Love Live! มาตลอดทั้งปี ทั้งการออกฉายหนังจอเงินช่วง ส.ค. , การออกฉายคอนเสิร์ต รวมถึงยังจัดฉบับมังงะ กับ นิยาย จำนวนอีกหลายเล่มของพวกเธอเหล่านี้ พาบรรดาหนุ่มได้ฟินไปตามๆกัน!!

อย่างไรก็ตาม แม้สาวๆวง μ's จะสร้างความสุขในเสียงเพลงให้กับแฟนๆ มาตลอดทั้งปี แต่ก็มีข่าวชวนใจหายเกิดขึ้น!! เมื่อ μ's เตรียมจะยุบวงอย่างเป็นทางการ หลังคอนเสิร์ต μ's Final Love Live! ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 มี.ค. - 1 เม.ย. 2016 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่บรรดานักพากย์ผู้พากย์เสียงเป็นสมาชิกของ μ's นั้น ต่างก็หมดสัญญาในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2016 พอดี แต่ถึงกระนั้น โปรเจ็คของ Love Live! ก็ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะได้มีโปรเจ็คสานต่ออย่าง Love Live! Sunshine!! เมื่อ ก.พ. 2015 กับวง Aqours ที่ได้เปิดตัวซิงเกิ้ลแรก "Kimi no Kokoro wa Kagayaiteru kai?" (Is Your Heart Sparkling?) ในอันดับ 3 บนชาร์ตซิงเกิ้ลขายดีประจำสัปดาห์ของ Oricon ต้นเดือน ต.ค. 2015 ที่ผ่านมา และ ติดอันดับ 96 ในชาร์ตซิงเกิ้ลขายดีแห่งปี 2015 ของ Oricon

โดยรวมจะเป็นปีทองของพวกเธอ แต่ถึงกระนั้น พวกเธอก็ต้องพบเจอกับข่าวไม่ดีเล็กน้อย ที่นอกจากจะมาจากฝีมือของบรรดา hater แล้ว ก็ยังมาจากติ่งผู้ไม่รู้จักแยกแยะบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการจุดชนวนทะเลาะกับแฟนคลับวันพีซ ในประเด็นที่ อ.เอย์อิจิโร่ โอดะ ผู้แต่งวันพีซ ซึ่งมีข่าวว่า กำลังจะมีโปรเจ็คร่วมกับ Love Live! (บางแหล่งบอกว่า อ.โอดะ ไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงพวกเธอ ณ ศาลเจ้า Kanda ซึ่งเป็นศาลเจ้าต้นแบบในอนิเม Love Live) จากข่าวที่เกิดขึ้น เป็นข้อเตือนใจเหล่าติ่งว่า....เวลาจะรักชอบอะไร ช่วยดึงสติกันนิดนึง ตามน้องปันๆ นะ!!!!!


 




   โจรสลัดวันพีซ จากสถิติมหาศาลระดับชาติ สู่สถิติโลก!!!!!!!!


แม้นเรื่องราวการผจญภัยของลูฟี่และลูกเรือของเขานั้น ยังคงอีกยาวไกล ที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางของความฝันของแต่ละคน (รวมถึงความหมายที่แท้จริงของ "วันพีซ") แต่ที่แน่ๆ ในรอบปีแพะนี้ วันพีซ ได้สร้างสุดยอดสถิติอันน่าทึ่ง เป็นที่จดจำของเหล่าแฟนนานุแฟนของเรื่องนี้ตลอดกาล!!!!!!! หลังจากที่พวกเขาทุบสถิติทั้งยอดตีพิมพ์กับยอดขายหนังสือการ์ตูนในญี่ปุ่นอย่างขาดลอยไปแล้ว คราวนี้พวกเขาก็ก้าวไกลในระดับโลก!!!!! เมื่อผลงานการ์ตูนดังของ อ.เอย์อิจิโร่ โอดะ ได้รับการบันทึกสถิติลง Guinness World Record ให้เป็นหนังสือการ์ตูนจากผู้แต่งคนเดียวกัน ที่มียอดตีพิมพ์สูงที่สุดในโลก โดยวันพีซ มียอดตีพิมพ์ทั่วโลกรวมกัน 320,866,000 เล่มด้วยกัน ในช่วงเดือน มิ.ย. 2015 หลังจากอ.โอดะ ทราบข่าวนี้ เขาได้กล่าวขอบคุณบรรดาผู้สนับสนุนเขา ทั้งผู้อ่าน , เพื่อนนักเขียนร่วมวงการ แล้วก็ ผู้มีพระคุณในวงการนักเขียนการ์ตูน ซึ่งเขารับปากว่า จะทำงานเขียนการ์ตูนต่อไป โดยไม่สนใจเรื่องทำลายสถิติ และไม่ทำให้สถิตินั้นต้องด่างพร้อยลง

และเพื่อเป็นการฉลองที่ วันพีซ ได้รับการบันทึกสถิติดังกล่าวลง Guinness World Record ทำให้ทางสนพ.ชูเอย์ฉะ ได้เฉลิมฉลองในโอกาสนี้ ด้วยการหยิบเอานิตยสารโชเน็นจัมป์ ฉบับที่มีการตีพิมพ์วันพีซในตอนแรกสุด กับ จัมป์ฉบับที่ 34 ของปี 1997 มาเผยแพร่ให้บรรดานักอ่านรุ่นใหม่ได้สัมผัสกันผ่านแอพ Shonen Jump+ รวมถึง ยังผุดแอพสำหรับอ่านการ์ตูนวันพีซ ฟรี ตั้งแต่ตอนแรกเป็นต้นไป โดยจะจัดทำในรูปแบบหน้าสีทั้งตอน และมีการอัพเดตตอนใหม่ๆ ในทุกๆวัน

โดยวันพีซ ตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี 1997 ปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์และจำหน่ายมากกว่า 30 ประเทศ โดย วันพีซ เล่ม 77 เล่มล่าสุดของเรื่องนี้ที่ออกวางขายในญี่ปุ่น เมื่อ 3 เม.ย. มียอดตีพิมพ์ครั้งแรกถึง 3,800,000 เล่ม ด้วยกัน

นอกจากสถิติระดับโลกแล้ว วันพีซ ก็ยังมีข่าวดีๆเกิดขึ้นในรอบปี กับ การประกาศทำหนังอนิเมชุดใหม่ One Piece Film Gold ออกฉายปี 2016 แล้วก็ อนิเมชุดพิเศษภาคฤดูหนาว ชุดแรกในประวัติศาสตร์ กับ One Piece ~Adventure of Nevlandia~



  
   รูปโฉมแท้ "คาคาชิ" : เซอร์ไพรส์พาฟินแห่งปี + รุ่นใหม่ 'โคโนฮะ' เตรียมเข้ามาสานต่อ

เชื่อเหลือเกินว่า ข่าวนี้คงจะเป็นข่าวที่เหล่าบรรดาคอการ์ตูนรู้สึกฟินสมหมายกันมากที่สุดในรอบปีนี้ (โดยเฉพาะกับสาวๆ) แม้ว่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อความสงบสุขบนโลกนินจาของนารุโตะ กับชาวหมู่บ้านโคโนฮะ จะจบสิ้นลง ณ ตอนที่ 700 ไปแล้ว แต่ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่แฟนๆของเจ้าโตะ ต่างรู้สึกว่ามันยังฟินไม่สุด กับหนึ่งในสุดยอดความลับที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ นั่นคือ "โฉมหน้าที่แท้จริงของครูคาคาชิ" !!!! บุรุษผู้เอาแต่ปิดบังใบหน้ามาตลอดต้นเรื่องยันจบเรื่อง!!! ที่ใครหลายคน (ทั้งคนอ่าน กับ พวกเจ้าโตะ) แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดๆกันเลย!!!!

อย่างไรก็ตาม ไหนๆ ในเมื่อเรื่องราวหลักๆของนารุโตะได้จบลงแล้วทั้งที เรื่องราวปริศนาใบหน้าของคาคาชินั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบังเป็นเรื่องลึกลับกันอีกต่อไป เมื่อในงานนิทรรศการภาพศิลปะของนารุโตะ ที่จัดขึ้นที่โตเกียว เมื่อ 25 เม.ย. นั้น ก็ได้มีการเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของคาคาชิกันเป็นครั้งแรก!!!! บนหนังสือ Shinden Fū no Sho ที่มีการแจกให้แก่ผู้ที่มาเข้าชมนิทรรศการดังกล่าว ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือดังกล่าว ก็เป็นการถกประเด็นเกี่ยวกับหน้าตาของคาคาชิกันระหว่าง นารุโตะ ซากุระ และ ซาสึเกะ ลูกศิษย์ทีม 7 ของเขา และทั้ง 3 ก็ได้พยายามทำทุกอย่างให้คาคาชิเผยโฉมหน้ามา โดยจ้างตากล้องผู้มีนามว่า สุเคอะ (สุ-เค-อะ) มาคอยถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน แต่ทำไม่สำเร็จ ทั้ง 3 คนจึงตัดสินใจกลับบ้าน หลังจากนั้น ก็มีการเปิดเผยว่า ตากล้องที่ว่านี้คือ คาคาชิ ปลอมตัวมา แล้วจากนั้นก็ได้เผยใบหน้าอันหล่อเหลา(ติดจุดเสน่ห์) ดังภาพบน

จบจากเรื่องของครูคาคาชิ ก็ดูเหมือนว่า เรื่องราวของนารุโตะ ยังมีการขยายไปมากกว่า 700 ตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญของบรรดาตัวละครรุ่นใหม่ที่จะสานความดัง(หรือโกยตังค์) ต่อจากรุ่นนารุโตะ เริ่มตั้งแต่ มังงะมินิซีรี่ย์ชุด "โฮคาเงะรุ่นที่เจ็ด และปวงบุปผาเพลิง" กับการพิสูจน์เรื่องพ่อแม่ตัวจริงของซาราดะ ในขณะเดียวกัน ก็มีหนังอนิเมชุด Boruto: Naruto the Movie ซึ่งเป็นหนังเสนอวีรกรรมความเกรียนของโบรุโตะ ที่หวังจะทำทุกอย่างเพื่อชนะนารุโตะ คุณพ่อของเขา ซึ่งการมาของหนังชุดนี้ เจ้าโตะน้อยก็สมหวังเล็กๆ ด้วยการทุบสถิติรายได้เปิดตัว แซงหน้า The Last -Naruto the Movie- หนังอนิเมภาคก่อนหน้านี้ของนารุโตะ แถมยังทำให้หนังดังกล่าว สามารถขึ้นแท่นหนังรายได้สูงที่สุดของหนังนารุโตะทุกภาคด้วยเช่นกัน!!!!! (แต่ The Last Naruto the Movies สามารถทำสถิติในการออกฉายที่เมืองไทย ด้วยการโกยเงินทะลุเกิน 10 ล้านบาท นับเป็นหนังอนิเมจากญี่ปุ่นเรื่องที่สองที่สามารถทำรายได้ถึง 10 ล้านบาทในไทย ต่อจาก การ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลในบ้านเรา อย่าง โดราเอมอน ) จากความปังของเจ้าโตะน้อยที่เกิดขึ้นกับหนังของตัวเอง ก็เลยทำให้โบรุโตะ กำลังจะมีซีรี่ย์มังงะของตัวเอง ตีพิมพ์รูปแบบรายเดือนในโชเน็นจัมป์ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2016 ซึ่งได้ ซึ่งได้ อ.มิคิโอะ อิเคโมโตะ ผู้ช่วยของ อ.มาซาชิ คิชิโมโตะ จากนารุโตะ มารับหน้าที่วาดภาพ โดยมี อุเคียว โคดาจิ คนเขียนนิยายชุด Naruto - Gaara Hiden: Sajingensō กับ คนเขียนบทจากหนัง Boruto -Naruto the Movie- จะรับหน้าที่แต่งเรื่อง (ถึงกระนั้น อ.มาซาชิ คิชิโมโตะ ก็จะวาดภาพมังงะภาคแยกของโบรุโตะด้วย ซึ่งจะตีพิมพ์ไล่เลี่ยกับภาคหลัก )

ทางฝั่ง อ.คิชิโมโตะ ผู้แต่ง นารุโตะ ที่ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า งานใหม่ของเขาจะมีหน้าตายังไง หรือจะลุยหาเงินกับนารุโตะไปยาวๆก่อน!! ที่แน่ๆ อ.คิชิโมโตะ ก็ติดเป็นหนึ่งผู้คว้ารางวัลด้านวิจิตรศิลป์ (Fine Art) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น ประจำปี 2014 ในสาขาศิลปินหน้าใหม่ ประเภท media art จากผลงานเรื่องนารุโตะ อีกด้วย





เรื่องราวของดราก้อนบอล หนึ่งในการ์ตูนฮิตตลอดกาลเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การ์ตูน-อนิเมญี่ปุ่น ยังคงเป็นเรื่องที่สามารถทำเงินให้ผู้สร้างอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่โกคูกับผองเพื่อนได้จุดกระแสการกลับมาของพวกเขากันผ่านทางหนังอนิเม Dragon Ball : Battle of Gods เมื่อปี 2013 นั่นเอง ก็เลยทำให้ในปี 2015 นี้ ถือเป็นการกลับมาอย่างสมบูรณ์ของพวกเขาอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ การประกาศทำอนิเมซีรี่ย์ชุดใหม่ของดราก้อนบอลชุดแรกในรอบ 18 ปี ของพวกเขากับ Dragon Ball Super ยันจนถึง หนังอนิเมชุด Dragon Ball Z: Resurrection of F ที่เป็นการรีแมตช์ล้างตากันอีกครั้งนึงระหว่าง โกคู กับ ฟรีเซอร์

จากการกลับมาของพวกเขาทั้งอนิเมซีรี่ย์กับหนังอนิเมชุดใหม่ ก็ถือว่ามีกระแสโอเคพอสมควร ในหมู่ของคอการ์ตูนรุ่นเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนัง Resurrection of F มีหลายประเทศสนใจนำหนังเรื่องนี้ไปออกฉายถึง 74 ประเทศทั่วโลกเลย แต่ถึงกระนั้น ก็มีฟีดแบ็คด้านลบจากอนิเมภาค Super พอสมควร ในแง่ของการผลิตที่ดูออกมาเผากันอย่างสุดๆ ,เนื้อเรื่องที่ออกจะมักง่าย เพราะเหมือนเอาเนื้อหาจากหนัง Battle of Gods กับ Resurrection of F มาแปะกัน (แต่เปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่าง) รวมไปถึง เรื่องราวที่ดูจะมั่วๆบางจุด ไปกับ ซุปเปอร์ไซย่าโหมดผมแดง ผมฟ้า ที่เล่นเอาหลายคนถึงกับสับสน เมื่อเทียบกับอนิเมชุดก่อนๆเลยก็มี แต่ถึงกระนั้น โดยรวม แฟนๆยังชื่นชอบอนิเมภาค Super มากกว่า GT ล่ะนะ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 ทางญี่ปุ่น ได้สถาปนา วันที่ 9 พ.ค. ของทุกปี ให้เป็นวัน "โกคู" แห่งชาติญี่ปุ่นด้วย !!! (มาจากเดือน-วันที่ 5 กับ 9 ซึ่งสามารถอ่านเป็นภาษาญี่ปุ่น ได้ว่า โก กับ คู ตามลำดับ)

 



   สุดเสื่อมไม่แคร์สื่อแห่งปี กับ Osomatsu-san (kun) !!!!

หากพูดถึงการ์ตูน-อนิเมเรื่องนี้ เชื่อว่า ร้อยล่ะ 99 ของการ์ตูนบ้านเรา คงมองกลุ่มเด็กแฝด(นรก)กลุ่มนี้อย่างงงๆ ว่าคือใครหว่า? ไมเห็นจะรู้จักเลย!!? แต่โทษทีเถิด สำหรับพวกเขาเหล่านี้นั้น จัดเป็นหนึ่งในการ์ตูนตลกไม่เอาสาระเรื่องนึง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น ช่วงยุค 60-80 กับ ผลงานของ อ.ฟูจิโกะ อาคัตซึกะ ที่มีชื่อว่า Osomatsu-kun นั่นเอง

โดย อ.อาคัตซึกะ นอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดซีรี่ย์สาวน้อยเวทมนตร์ยุคแรกเริ่มอย่าง หนูน้อยอั๊กโกะจัง แล้ว เขายังขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารณ์นักเขียนการ์ตูนแก๊กในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยนอกจากผลงานการ์ตูนแก๊กที่สร้างชื่อให้กับเขามากมายอย่าง Tensai Bakabon แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ดังไม่แพ้กัน ก็เห็นจะเป็น Osomatsu-kun นั่นล่ะ.....และเนื่องจากในปี 2015 นี้ เป็นปีที่ อ.อาคัตซึกะ ผู้ล่วงลับ มีอายุครบ 80 ปีพอดี ก็เลยมีการนำ Osomatsu-kun มาปัดฝุ่นใหม่กลายเป็นอนิเมชุดแรกในรอบ 27 ปี ของเรื่องนี้ ภายใต้ชื่อ Osomatsu-san ซึ่งนอกจากตัวอนิเมจะมีสีสันสดใสมากขึ้น ตามกระบวนการการผลิตอนิเมชั่นสมัยใหม่ของ Studio Pierrot แล้ว บรรดาตัวละครเอก ที่เป็นเด็กแฝดพี่น้องทั้ง 6 คน ในเรื่องนี้ ต่างก็เติบโตเป็นหนุ่มขึ้น ไปตามยุคสมัยเช่นกัน

ในส่วนของเนื่อเรื่อง แล้วก็มุกตลกนั้น ก็มีความทันสมัยขึ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ เนื่องจากเป็นการ์ตูนที่ไม่ค่อยจะเน้นสาระอะไร เน้นฮาสติสตังแตกอย่างเดียว ก็เลยมีการจัดหนักจัดเต็มมุกตลกของเรื่องที่เน้นเสื่อม ล้อเลียนชาวบ้านชาวช่องเค้าไปทั่ว!!!! ทีนี้ ก็ดันเกิดประเด็นใหญ่หลวงขึ้นกับอนิเมชุดนี้ คาดว่าพี่ท่านได้เล่นจัดมุกแต่ละดอกซะจนกลายเป็นความเลยเถิดเตลิดเกินไป (อาจรวมถึงพาดพิงคนอื่นโดยไม่ได้อนุญาตเค้าด้วยมั้ง) จนทำให้ อนิเมตอนที่ 3 ของเรื่องนี้ ถูกผู้ชมวิพากษ์วิจารณ์แหลกลานว่า ได้นำเสนอมุกตลกล้อเลียนอย่างเสื่อมๆที่เป็นการไม่ให้เกียรติ อันปังแมน หนึ่งในตัวการ์ตูนขวัญใจเด็กๆชาวญี่ปุ่น มากจนเกินไป ร้อนถึงผู้บริหารช่อง TV Tokyo ต้องออกมาขอโทษ พร้อมกับจัดการเซ็นเซอร์ ฉากหลายฉากในตอนที่ 3 ของอนิเมดังกล่าวอย่างเข้มงวด ในการออกฉายรอบหลัง ไม่เพียงแค่นั้น ตอนแรกสุดของอนิเมชุดนี้ นอกจากจะถูกงดฉายออนไลน์บนเว็บไซต์สตรีมหลายแห่งในญี่ปุ่น นับตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 12 พ.ย. แล้ว ก็ยังไม่ถูกบรรจุลงแผ่น DVD กับ BD แผ่นแรกสุดของ Osomatsu-san แต่จะใส่ตอนใหม่ที่ไม่เคยออกฉายทางทีวีมาก่อนเข้าไปแทน โดยเหตุผลหลักๆนั้น ก็มาจากตอนดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดู ในแง่ของเนื้อหาที่ค่อนข้างจะล้อเลียน จิกกัด มังงะ อนิเม เกม และหนัง เรื่องดัง อย่างแรงๆ แบบหมิ่นเหม่ ไม่ไว้หน้าต้นฉบับมากจนเกินไป

จากข้างต้น ก็คงทำเอาบางส่วนคงจะสงสัยเกี่ยวกับขอบเขตการนำเสนอเนื้อหาการ์ตูนเรื่องหนึ่งๆ (โดยเฉพาะอนิเมแนวตลกเสียดสี) ว่า สามารถล้อเลียนพาดพิงชาวบ้านได้ถึงระดับไหนกัน? โดยกฎหมายลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนด หรือ ข้อยกเว้น สำหรับผลงานล้อเลียนต่างๆ ซึ่งการกระทำผลงานล้อเลียนจากผลงานที่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วนั้น จะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายทันที(ในแง่ของการฝ่าฝืนสิทธิ์ในการรักษาความเป็นต้นฉบับจากเจ้าของผลงานนั้นๆ) หากไม่ได้รับการยินยอมอย่างเป็นทางการจากเจ้าของผลงงานนั้นๆ (เอาจริงๆ ส่วนใหญ่เจ้าของผลงานเรื่องนั้นๆ คงมีบ้างที่รู้สึกของขึ้น เมื่อเห็นผลงานของตนเองถูกชาวบ้านนำไปล้อเลียนนะแหละ แต่ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะเอาเรื่องเอาความกันหรอก)

แม้เหล่าหนุ่มแฝดจะสร้างวีกรรมสุดแสบสันทั้งด้านดีและไม่ดี ถึงกระนั้น ทาง Chiba TV ก็ได้โหมกระแส ด้วยการออกฉายรีรันอนิเมชุด 2 ของ Osomatsu-kun ที่เคยออกฉายทางช่อง Fuji TV ช่วงปี 1988-89 กันอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงมีการจัดทำฉบับมังงะของ Osomatsu-san อีกด้วย



  ฝันที่เป็นจริงของ "โดราเอมอน"



โดราเอมอน ยังคงมีเอี่ยวกับข่าวรอบปีเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Stand By Me Doraemon หนังอนิเมชั่น 3D CG ชุดแรกของโดราเอมอน ที่มาแรงข้ามประเทศ ข้ามปี จากความสำเร็จอย่างสูงในการออกฉายที่ญี่ปุ่น ด้วยรายได้ในญี่ปุ่น8.38 ล้านเยน หนังชุดนี้ได้ทยอยออกฉายยังต่างประเทศ ทั้ง ไต้หวัน , สิงคโปร์ , ไทย , อินโดนีเซีย , เวียดนาม , เกาหลีใต้ ,ยุโรป ,อเมริกาเหนือ-ใต้ แล้วก็ แอฟริกา ซึ่งตัวหนังก็ได้รับการตอบรับจากผู้ชมทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศจีนนั้น สามารถโกยเงินหยวนในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างงดงาม ด้วยการทำรายได้กว่า 10.5 พันล้านเยน ช่วง พ.ค.-มิ.ย. 2015 ซึ่งนับเป็นจำนวนมากกว่า รายได้ของตัวหนังที่ออกฉายในญี่ปุ่น ตลอดอยู่บนโรงเสียอีก ซึ่งหนังดังกล่าว ถือเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกในรอบหลายปีที่ได้เข้าฉายในจีนอีกด้วย โดยหนังชุดนี้ สามารถทำรายได้ในตลาดเอเชียได้มากกว่า 10 พันล้านเยน เข้าไปแล้ว นับตั้งแต่ออกฉายที่ญี่ปุ่นครั้งแรก เมื่อ ส.ค. 2014 เป็นต้นมา และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ Stand By Me Doraemon นั้น ก็ทำให้ตัวหนังถึงคราสมหวังจริงๆจังๆซะที เพราะเป็นหนังจากการ์ตูนโดราเอมอนชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลสาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ของรางวัลตุ๊กตาทองญี่ปุ่น ครั้งที่ 37 หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีหนังโดราเอมอนจำนวนนึง ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขานี้มาโดยตลอดทุกปี แต่กว่าจะมาสมหวังจริงๆ ก็หนังชุดนี้แหละ....เรียกได้ว่า หนึ่งในความฝันนึงของโดราเอมอน ก็ถูกดลบันดาลให้เป็นจริงในที่สุด

นอกจากนี้ โดราเอมอน ยังได้รับข่าวดีตลอดปี 2015 เพิ่มเติมอีก ทั้ง ฉบับอนิเมซีรี่ย์ของโดราเอมอน ได้รับความไว้วางใจจากคอการ์ตูนตะวันตก ด้วยการออกฉายทางอนิเมซีซั่น 2 ที่อเมริกา ทางช่อง Disney XD รวมถึง ได้ออกฉายยังช่องทีวีที่อังกฤษด้วย อีกทั้ง โดราเอมอน ประกาศทำหนังอนิเม 2 มิติ ชุดใหม่กับ การนำหนังภาค "กำเนิดประเทศญี่ปุ่น" มารีเมคใหม่ ออกฉายปี 2016 แล้วก็การจัดตั้งสวนสนุก Doraemon Comic World ที่ห้าง Central Plaza West Gate ในบ้านเรา ณ จ.นนทบุรี

อย่างไรก็ตาม แม้โดราเอมอนจะพบเจอเรื่องดีๆตลอดทั้งปี แต่ถึงกระนั้น ก็มีข่าวคราวน่าใจหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักพากย์รุ่นอาวุโสผู้เคยมีส่วนร่วมกับอนิเมโดราเอมอน เริ่มจาก การจากโลกนี้ไปของ คาซึยะ ทาเทคาเบะ กับ สุมิโกะ ชิราคาวะ ผู้พากย์เสียง 'ไจแอนท์' กับ 'เดคิซึงิ' เวอร์ชั่นต้นตำรับญี่ปุ่น ตามลำดับ รวมถึง โนบุโอะ โอยามะ เจ้าของเสียงพากย์โดราเอมอนต้นตำรับ ก็กำลังป่วยอาการสมองเสื่อม จากภาวะเนื้อสมองตายเหตุขาดเลือด หรือ โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งนั่นทำให้เธอสูญเสียความทรงจำบางส่วน แม้กระทั่ง ไม่สามารถจดจำเรื่องราวตอนที่เธอพากย์เสียงเป็นโดราเอมอนได้เลย!!!!! ซึ่งเรื่องราวชีวิตของนักพากย์รุ่นคุณย่าผู้นี้ ก็มีการนำไปบอกเล่ากันต่อ ในรูปแบบละครชุดพิเศษอีกด้วย

นอกจากข่าวใจหายแล้ว ก็มีข่าวคราวไม่ดีที่เกี่ยวข้องนิดๆ เกิดขึ้น เมื่อ Nozoemon มังงะล้อเลียนโดราเอมอนแบบสุดเรต ที่จัดตีพิมพ์โดยสนพ.Nihonbungeisha ประกาศหยุดตีพิมพ์ในนิตยสาร Comic Heaven ฉบับก.ย. ที่ออกวางขายในเดือน ส.ค. 2015 อันเนื่องมาจาก ซีรี่ย์การ์ตูนดังกล่าวมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง



  Digimon Adventure Tri : การกลับมาสุดประทับใจของเด็กผู้ถูกเลือก & สิ่งมีชีวิตดิจิตอล

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ใครหลายคนได้น้ำตาไหลไปเหมือนกัน ในรอบปี 2015 นี้ กับการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของเหล่าเพื่อนพ้องที่เติบโตมาด้วยกัน นั่นคือ บรรดาเด็กผู้ถูกเลือก กับ เหล่าดิจิม่อนตัวน้อยๆ จาก Digimon Adventure ภาคแรกสุด นั่นเอง และเนื่องจากในปี 2014 ที่ผ่านมา อนิเมต้นกำเนิดตำนานดิจิม่อนชุดนี้ มีอายุครบ 15 ปี พอดี ก็เลยทำให้ทางผุ้สร้างได้ผุดโปรเจ็คอนิเมดิจิม่อนชุดใหม่ที่เป็นการฉลอง 15 ปี ไปในตัวด้วย กับ Digimon Adventure Tri ซึ่งเป็นการนำเอาบรรดาตัวละคร+ดิจิม่อนจากอนิเมภาคแรกสุด มาดำเนินเรื่องราวอีกครั้ง เพียงแต่ อนิเมชุดนี้ บรรดาเด็กผู้ถูกเลือกที่เราเคยเห็นเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆในอนิเมชุดแรก ก็จะเติบโตขึ้นกลายเป็นวัยรุ่นแทน

ก่อนที่ Digimon Adventure Tri จะออกฉายนั้น ในช่วงนั้นเอง แฟนๆก็ได้แต่หวังที่จะให้พวกเขากลับมาในรูปแบบอนิเมซีรี่ย์ ให้ชมกันเต็มอิ่มให้หายคิดถึง แต่เอาเข้าจริง มีการประกาศในภายหลังว่า อนิเมดังกล่าวจะจัดทำเป็นหนังโรง จำนวน 6 ชุด แทน เล่าเอาแฟนๆบางส่วนผิดหวังพอสมควร แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดกระแสดราม่าจากแฟนๆมากที่สุด คงหนีไม่พ้น เรื่องของการดีไซน์ตัวละคร ที่ออกมาค่อนข้างจะจืดชืด ไร้เสน่ห์ ไม่ถูกใจแฟนดิจิม่อนรุ่นเก่า ที่ดูจะคุ้นเคยภาพของตัวละครหน้าตาสดใส ตาโตๆ ในอนิเมชุดแรกสุดมากกว่า (อนิเมชุดแรกสุด ได้ คัตซึโยชิ นาคัตซึรุ เป็นผู้ออกแบบตัวละคร ส่วนในหนังภาค Tri นั้น ได้ อัตซึยะ อุคิ จากเรื่อง Tsuritama รับหน้าที่ออกแบบแทน)

แต่ถึงกระนั้น พอ Digimon Adventure Tri : Saikai หนังชุดแรกของภาค Tri ได้เข้าฉายจริง เมื่อ 21 พ.ย. 2015 ซึ่งตัวหนังนั้นได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆรุ่นเก่าๆ จนทำรายได้จากการออกฉายสองสัปดาห์แรกถึง 146 ล้านเยน จากการออกฉายบนโรงหนัง 10 แห่ง จากการที่ตัวหนังทำรายได้ทะลุเป้าของผู้สร้างนั่นเอง ก็เลยทำให้ตัวหนังได้ออกฉายต่ออีก 1 อาทิตย์ จนถึง 19 ธ.ค. 2015 จากเดิมที่จะออกฉายเพียง 3 อาทิตย์เท่านั้น

ฟีดแบ็คของตัวหนังนั้น แม้จะมีจุดด้อยอยู่บ้าง แต่โดยรวมนั้น ก็ค่อนข้างออกมาทางบวก จากแฟนๆผู้เติบโตมากับเด็กผู้ถูกเลือก กับ เหล่าดิจิม่อนในอนิเมชุดแรกสุด ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาได้รำลึกถึงอดีตเมื่อครั้งเยาว์วัย พร้อมกับอารมณ์ซึ้ง คิดถึง กลุ่มเด็กเหล่านี้กันอย่างเต็มอิ่ม แล้วก็มาพร้อมกับอารมณ์จิ้นจับคู่ตัวละครโปรด ตามเทรนด์คนดูสมัยนี้เช่นกัน!!!!! จากกระแสของหนังดังกล่าว เชื่อได้เลยว่า แฟนๆดิจิม่อน พร้อมที่จะติดตามการผจญภัยของพวกเขาในหนังชุดต่อๆไป เหมือนเคย.......

 


  ธ.ค. 2015 : เซอร์ไพรส์การ์ตูนเก่ามาต่อเนื่อง + ปีแห่งการคืนชีพการ์ตูนเก่า มาเล่าใหม่


รอบปี 2015 ที่ผ่านมา เราได้เห็นบรรดาการ์ตูนเก่าแก่จำนวนหนึ่ง ต่างทยอยได้รับการชุบชีวิตปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบต่างๆ ให้คออนิเมรุ่นใหม่ๆได้มีโอกาสสัมผัสกัน ที่แน่ๆ ในช่วงปลายปี 2015 ณ เดือน ธ.ค. นั้น คงจะเป็นเดือนที่คอการ์ตูนต่างพากันเจอข่าวเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง จากบรรดาการ์ตูนเก่ากลาง จอมหยุดบ่อย ที่ไม่คาดคิดกันว่าจะได้ติดตามกันต่อในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เริ่มจาก D.Grayman ที่กลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในนิตยสาร Jump Square Crown ช่วงต้นปี 2015 จะมีอนิเมชุดใหม่ในปี 2016 เช่นเดียวกับ บีต นักล่าอสูร ที่ห่างหายไปนานราวเกือบ 10 ปี ก็จะกลับมาตีพิมพ์ต่ออีกครั้ง ในนิตยสาร Jump Square Crown เช่นกัน ช่วงปี 2016 นี้ เท่านั้นไม่พอ Berserk กำลังจะมีโปรเจ็คอนิเมใหม่อีกเช่นกัน หลังจากกลับมาตีพิมพ์ประจำอีกครั้งในรอบหลายๆปี ในรูปแบบรายเดือน มาระยะหนึ่งแล้ว

ในส่วนของการ์ตูนอนิเมเก่าที่ได้รับการฟื้นคืนชีพใหม่ มีตั้งแต่การกลับมาของ Parasyte หรือ ปรสิตเดรัจฉาน ทั้งรูปแบบหนังคนแสดง , อนิเมซีรี่ย์ แล้วก็มังงะมินิซีรี่ย์ Neo Parasyte ตามด้วย ล่าอสูรกาย ที่มีการทำในรูปแบบอนิเมซีรี่ย์เต็มตัวครั้งแรก แล้วก็ Dokonjo Gaeru (กบเจ้าปัญหา / เจ้าหนูกบอภินิหาร) , ซีรี่ย์การ์ตูนแก๊กว่าด้วยเจ้ากบเหลืองบนเสื้อเด็กหนุ่ม ได้รับการปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบละครคนแสดง รวมถึง Mars ลุ้นรักนักบิด ซีรี่ย์การ์ตูนเก่าที่เคบเป็นละครซีรี่ย์ไต้หวัน แสดงโดย วิค F4 ก็กำลังจะทำเป็นละครซีรี่ย์ญี่ปุ่นอย่างจริงๆจังๆซะที

ขณะเดียวกัน Magical Taluluto-kun หรือ พ่อมดน้อยทัลลูต การ์ตูน-อนิเมกึ่งเด็กกึ่งวัยรุ่น (จัดหนัก fan service สุดๆ) ก็มีแผนที่จะรีเมคฉบับการ์ตูนขึ้นมาใหม่ โดยได้ศิลปินหน้าใหม่มารับหน้าที่วาดภาพแทน ถึงกระนั้น ยังคงได้ อ.ทัตซึยะ เองาวะ ผู้แต่งทัลลูตฉบับดั้งเดิม มาดูแลโปรเจ็คนี้โดยตรง เฉกเช่นเดียวกับ มังงะ Survival หรือ ต้องรอด ก็ถูกนำมารีเมคใหม่ลง แอพ MangaBox ขณะที่ Gantz ได้รับการชุบชีวิตใหม่ กับมังงะชุดล่าสุดในภาค GANTZ:G แล้วก็กำลังจะมีดารทำในรูปแบบหนังอนิเม 3DCG ในปี 2016 ด้วย

ส่วน Speed Racer หรือ Mach Go Go Go อนิเมแนวแข่งรถเรื่องดังสมัยก่อน ก็กำลัจะถูกนำไปปัดฝุ่นในรูปแบบอนิเมชุดใหม่ โดย Tatsunoko เจ้าเก่า เช่นเดียวกับอนิเม FLCL (Furi Kuri) กับ Full Metal Panic! ต่างมีโปรเจ็คอนิเมฉบับรีเมค แล้วก็ อนิเมชุดใหม่ ตามลำดับ

ปิดท้ายด้วย หนึ่งในซีรี่ย์การ์ตูนสุดเก่าแก่รุ่นคุณอาคุณป้า ที่น้อยคนจะหวังเห็นตอนจบจริงๆ กับ โอเคโนะมอนโช หรือ คำสาปฟาโรห์ ซึ่งก่อนที่นักอ่านจะเห็นบทสรุปสุดท้ายของป้าแครอล (ที่ไม่รู้จะได้เห็นกันตอนไหน) ก็มาสัมผัสกับตำนานบทใหม่ของเรื่องนี้ ในรูปแบบละครเพลง มีกำหนดเปิดการแสดง ณ Imperial Theatre ในเดือน ส.ค. 2016


  วงการการ์ตูนอนิเมชั่นไทยรอบปี 2015


วงการการ์ตูนอนิเมโดยคนไทยตลอดปีแพะ พ.ศ. 2558 นี้ ก็คล้ายๆกับปีก่อนๆ คือ ไม่คึกคักนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบหายไปเลย เริ่มจาก หนังอนิเมชั่น อนันตา ศิลาพิชิตมาร (Ananta The Movie ) ที่เข้าฉายบนโรงช่วงต้นปี 58 แม้ตัวหนังจะจัดทำออกมาตามคอนเซ็ปต์ หลักคุณธรรม 12 ประการ ของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ตาม แต่ตัวหนังนั้นกลับทำรายได้ล้มเหลวสุดขีด ซะจนอยากจะเรียกทีม PR ของหนังชุดนี้ไปปรับทัศนคติซะจริง!! เท่านั้นไม่พอ ตัวหนังยังถูกวิจารณ์ด้านลบ สับเละเต็มๆ ตามเว็บไซต์กับเพจ FB ต่างๆ ....หลังจากนั้น หนังอนิเมชั่นบ้านเราก็ห่างหายไปหลายเดือน มาอีกที ก็คือ ทองแดง The Inspiration หนังอนิเมชั่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบทพระราชนิพนธ์ "เรื่องทองแดง" ที่มาจาก สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้นแบบ ซึ่งเข้าฉายช่วงปลายปี 58 โดยตัวหนังชุดนี้ ได้สร้างสีสันบรรดาแฟนคลับ-แม่ยก ด้วยการได้ เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข นักแสดงหนุ่มคนดัง กับ 'เมสซี่ เจ' ชนาธิป สรงกระสินธุ์ สตาร์ดาวเตะทีมชาติไทย มาร่วมพากย์เสียงอนิเมชั่นชุดนี้ด้วย แต่กระแสของตัวหนังนั้น ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ช่วง ก.ย.-ต.ค. ก็มีสีสันเล็กๆน้อยๆให้วงการอนิเมชั่นไทยได้ฮือฮาเล็กๆ กับภาพยนตร์ไทย "เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ" แม้หนังดังกล่าวจะเป็นหนังตลกวัยรุ่นทั่วไปที่เป็นการขายนักแสดงจากซีรี่ย์ Hormones ไปในตัว ถึงกระนั้น ตัวหนังชุดนี้ได้สร้างความฮือฮาด้วยการมีอนิเมชั่น 2 มิติ มาประกอบหนังด้วย!!!!! รวมไปถึง MV เพลง 'ไหนๆ' ที่มีส่วนอนิเมชั่นผสมถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งในส่วนอนิเมชั่นทั้งในหนังกับ MV ก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง แถมฟีดแบ็คจากคอหนังนั้น ก็ออกไปทางพึงพอใจมากๆซะด้วย แถบจะลดความจำเจจากอนิเมชั่น 3D เนื้อหาเด็กๆที่มีอยู่เยอะในบ้านเราเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่จะมีบางส่วนเชียร์ให้ GTH ลองทำอนิเมชั่นเต็มตัวจริงๆจังๆซะเลย!! (เป็นได้แค่ฝัน เพราะ GTH กำลังจะปิดตัวลงแล้ว)

ในส่วนวงการมังงะไทยในรอบปี ก็ยังคงมีนักเขียนการ์ตูนไทยส่วนหนึ่งคว้ารางวัลจากการประกวดมังงะนานาชาติของญี่ปุ่นเหมือนเคยแล้ว ก็มีผลงานการ์ตูนไทยเรื่องใหม่ๆที่มาจากเรื่องดังบนเพจ FB ดัง ผุดออกมามากขึ้น , โปรเจ็คการ์ตูน 'เพชรพระอุมา' โดย ตาโปน , คาแร็คเตอร์ 'คุณมะม่วง' โด่งดังไปไกลทั่วญี่ปุ่น

รวมถึงมังงะดัดแปลงจากหนัง-ละครดัง ที่ GTH กับ Cartoon Thai Studio ออกวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (คาดว่า ฉบับการ์ตูนของ 'มาลี เพื่อนรักพลังพิสดาร' น่าจะเป็นการ์ตูนเรื่องสุดท้ายของ GTH ที่ทำร่วมกับ CTS แล้วล่ะนะ)




  งานเลี้ยงย่อมเลิกรา...ปิดตำนานย่านค้าเกม-ของเล่น "สะพานเหล็ก"

ภาพจาก Google Street View , VoiceTV , Naewna


ส่วนข่าวนี้เป็นข่าวที่สร้างความรู้สึกใจหายในช่วงปลายปีนี้ กับการปิดตัวลงอย่างเป็นทางการของย่านชุมชนแหล่งค้าขายเกมวีดีโอ ของเล่น แหล่งใหญ่ที่สุดแห่งนึงในบ้านเรา ที่หลายคนรู้จักกันในนามของ "สะพานเหล็ก" โดยสะพานเหล็กแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเขตสัมพันธ์วงศ์ กับ เขตพระนคร ใน กทม. บริเวณใต้สะพานคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นคลองประวัติศาสตร์ของชาวกรุงเทพ ซึ่งย่านนี้เป็นแหล่งค้าเกมวีดีโอแหล่งใหญ่ มานานกว่า 30 ปี ซึ่งใครที่จะเสาะหาเครื่องเกมวีดีโอมาเล่นนั้น สะพานเหล็กมีหมด!! ทั้งเครื่องเกม-ตลับเกมรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยมีคนเล่นแล้ว ยันเครื่องเกมรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีทั้งของแท้ และ ของก๊อป อีกทั้ง ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมร้านซ่อมเครื่องเกมอีกหลายๆร้าน หากเครื่องเกมของใครชำรุด ก็จะพากันมาซ่อมกันที่นี่ (ส่วนคุณภาพหลังซ่อมนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง + แถมมีหลายเสียงที่เคยมีประสบการณ์ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าแม่ค้าแถวนี้ เช่นกัน) นอกจากสะพานเหล็กจะขึ้นชื่อเรื่องเกมแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆวางขายด้วย อย่างเช่น ของเล่น , กล้องถ่ายรูป , เสื้อผ้า แล้วก็ ฟิกเกอร์โมเดลต่างๆ จนอาจเรียกได้ว่า แหล่งนี้มีความใกล้เคียงกับย่าน 'อากิฮาบาระ' ของกรุงโตเกียว ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม จากการที่สะพานเหล็กเปิดตัวมานานหลายสิบปี มีผู้ประกอบการค้าขายมากขึ้นๆ ซะจนเกิดปัญหาการรุกล้ำพื้นที่คลองมากขึ้นจนกลายเป็นการทำลายทัศนียภาพของคลอง พร้อมกับส่งผลต่อปัญหาอื่นๆที่ตามมาอีก เช่น การระบายน้ำ ,ปัญหาแหล่งมั่วสุม แหล่งอาชญากรรม , ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย รวมถึง ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่เยอะ เป็นต้น จึงทำให้ ทางกทม. ตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการสั่งบรรดาผู้ประกอบการร้านค้าให้ย้ายออกจากพื้นที่แห่งนี้ พร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆบริเวณสะพานเหล็กซะจนหมด ซึ่งนั่นถือเป็นจุดจบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการกับสะพานเหล็ก

จากข่าวการรื้อถอนสะพานเหล็ก ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาหลากหลาย มีตั้งแต่อารมณ์ใจหาย เสียใจ ที่ย่านค้าเกมเก่าแก่ที่อยู่คู่กับคอเกมมานานหลายสิบปี ถึงคราวต้องปิดตัวลงถาวร ,บางส่วนก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกทม.ที่ไปไล่ที่ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า คนทำมาหากิน ออกไปอย่างกระทันหัน บ้างเห็นด้วยกับกทม. ที่ตัดสินใจดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างจริงๆจังๆซะที แต่มีส่วนหนึ่ง ทำใจได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ซึ่งสะพานเหล็กก็ไม่อาจหลีกหนีตรงนี้ได้....

ส่วนทางฝั่งของผู้ประกอบการร้านค้าย่านนี้นั้น มีทั้งฝั่งไม่เห็นด้วยกับกทม. ที่พรากพื้นที่ทำกินมานานหลายปีของพวกเขา กับอีกส่วนหนึ่งที่ยอมรับสภาพกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ซึ่งก็มีอยู่หลายร้านจำต้องย้ายร้านจากสะพานเหล็ก ไปตั้งร้านค้าบริเวณข้างเคียง ณ ห้าง Mega Plaza (เมอรี่คิงส์ วังบูรพา เก่า) รวมถึง ตึก Always One (ภิรมย์พลาซ่า เดิม) แทน ซึ่งบรรดาผู้ค้าได้ร่วมใจกันขายของเลหลังแบบหมดหน้าตักชนิดราคาถูกสุดๆในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของที่นี่ ก่อนที่สะพานเหล็กจะหลงเหลือแค่เพียงตำนานเล่าขานครั้งนึงในชีวิตของคอเกม - คน กทม. นับตั้งแต่ วันที่ 20 ต.ค. 2558 เป็นต้นมา.........



  ประเด็นเครียดประจำปี - ความเป็นอยู่อย่างอัตคัดขัดสนของคนทำงานอนิเมเตอร์ในญี่ปุ่น

ภาพจาก www.wsj.com


เรียกได้ว่าเป็นประเด็นสุดเครียดร้อนแรงประจำรอบปีของวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นก็ว่าได้ และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นที่พุดคุยกันไม่จบ ไม่ได้รับข้อสรุป แต่ที่แน่ๆ คงจะทำเอาบรรดาคนหนุ่มสาวผู้ใฝ่ฝันอยากมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานอนิเม ได้คิดไม่ตกกันล่ะ!!!!! โดยประเด็นนี้มีการออกมาแฉโดย ซาจิโกะ คามิมุระ อนิเมเตอร์ประสบการณ์สูงจาก City Hunter กับ หนังจอเงินของ Doraemon จำนวนหลายภาค โดยได้พูดถึงรายได้เริ่มต้นของเหล่าอนิเมเตอร์มือใหม่สดๆร้อนๆ ซึ่งเธอได้ประสบพบเจอกับตนเอง โดยกล่าวว่า เหล่าอนิเมเตอร์รุ่นใหม่นั้น มีค่าจ้างเริ่มต้นเพียงแค่ 120 เยน ต่อ ชั่วโมง เท่านั้น!!!!! ทั้งๆที่งานของพวกเขานั้น ช่างหนักหนาสาหัส แทบจะไม่ได้กิน ไม่ได้พักอะไรเลยซะด้วยซ้ำ ซึ่งเธอได้เสนอแนะว่า ควรจะคิดค่าจ้างอนิเมเตอร์เสียใหม่ โดยคิดตามจำนวนเฟรมที่เสร็จ หรือ ความสมบูรณ์ของตัวงาน มากกว่าที่จะมาคิดตามจำนวนเงินเดือน หรือ ค่าจ้างแบบรายชั่วโมง แบบตายตัว ซึ่งเธอมองว่าเป็นเพราะสไตล์การทำอนิเมชั่นได้เปลี่ยนแปลงไปโดยเน้นรายละเอียดตัวงานให้ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งยังไงๆคงไม่ใช่สิ่งที่อนิเมเตอร์รุ่นใหม่สามารถทำเสร็จได้อย่างรวดเร็วเป็นแน่ และมีผลต่อการดำเนินชีวิตของอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ที่ลำบากมากขึ้นเช่นกัน และจากค่าจ้างของอนิเมเตอร์ที่ได้รับน้อยเกินไปนั้น ก็ทำให้ เธอมองว่า มีอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆจำนวนมากที่พร้อมที่จะลาออกจากสายงานอนิเมชั่นได้ทุกเมื่อเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรักษาคุณภาพของอนิเมให้ดีเยี่ยม พร้อมกับชักจูงอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ให้เข้ามามากขึ้น ก็ควรที่จะกำหนดเงินเดือนให้พวกเขาอย่างน้อยที่สุด 100,000 เยน ต่อเดือน น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

จากสิ่งที่คามิมุระได้เปิดเผยออกมานั้น ก็มีคนแสดงความเห็นอยู่หลากหลายคอมเม้นต์ หนึ่งในนั้นก็มี โนริยูกิ ฟุคุดะ (D.Gray-man, Lupin III vs. Detective Conan The Movie) คนจากวงการอนิเมชั่นคนนึง ที่ออกมาแย้งเธอว่า ตามความจริงแล้ว อนิเมเตอร์จะได้รับค่าจ้างมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับงานที่ทำ ถึงกระนั้น อนิเมเตอร์เหล่านี้ก็มีอัตราเงินเดือนของพวกเขาที่กำหนดไว้ตายตัวด้วยเช่นกัน โดยจะได้รับราวซัก 50,000-80,000 เยน อีกทั้งเรื่องรายละเอียดตัวงานอันละเอียดซับซ้อนตามที่เธอได้กล่าวอ้างมานั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมอบหมายให้อนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆทำกันเท่าไหร่ แต่จะเน้นให้อนิเมเตอร์รุ่นใหม่ได้รับงานทำในเฟรมที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากนักเท่านั้น ส่วนเรื่องการคิดค่าจ้างต่อเฟรมอนิเมชั่นที่ทำเสร็จ (หรือความสมบูรณ์ของตัวงาน) ฟุคุดะ มองว่า อนิเมเตอร์คนหนึ่งสามารถทำงานได้มากถึง 4 เฟรมต่อชั่วโมง อย่างง่ายดายเลย และยังไงๆก็คงไม่มีบริษัทอนิเมบริษัทไหนที่คิดจะจ้างอนิเมเตอร์ที่สามารถทำงานได้น้อยกว่า 2 เฟรม ภายใน 1 ชั่วโมง กัน

ขณะเดียวกัน อนิเมเตอร์นาม @SAKUOLI กล่าวว่า มาตรฐานค่าจ้างตามที่คามิมุระกล่าวไว้นั้น มันไม่สอดคล้องกับพวกเขาจริงๆ ในช่วงที่เขาเริ่มงาน แต่ก็ไม่ได้มองว่าแนวคิดของคามิมุระนั้นผิด เพราะสิ่งที่เลวร้ายกว่านี้ เขาก็ได้ยินมาแล้ว เขาเสริมว่า ทุกวันนี้สตูดิโอหลายแห่งต่างใช้งานบรรดาอนิเมเตอร์รุ่นใหม่เป็นหลัก และมันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเป็นการเสาะหาเพชรเม็ดงามในวงการอนิเมชั่นไปในตัวด้วย

จากประเด็นนี้ ก็มีอนิเมเตอร์ชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ผู้มีนามว่า Henry Thurlow ซึ่งเป็นอนิเมเตอร์จากฝั่งตะวันตกเพียงไม่กี่คน ที่ทำงานอยู่ในวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น ให้กับ Studio Pierrot ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในมุมมองของเขาว่า ก่อนที่เขาจะถูกจ้างวานให้มาทำงานเป็นอนิเมเตอร์ เขาได้รับการเตือนจากหลายๆคนว่า มันเป็นสายอาชีพที่ยากลำบากมาก ซึ่งเขาตอบไปว่า "เอาให้ชัดๆนะ มันไม่ใช่สายงานที่ยากลำบาก แต่มันเป็นวงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างรุนแรงทีเดียวเลยล่ะ พวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินเดือนคุณแม้กระทั่งอัตราค่าจ้างที่ต่ำที่สุด เอาแต่ให้คุณทำงานอย่างหักโหมจนเกินไป ซะจนอาเจียนออกมากลางที่ทำงาน และถูกส่งไปรพ.ทันที พวกเขาต้องการให้คุณมาทำงานนี้ เพียงเพื่ออยากให้คุณได้รับรู้ว่า ยังไงๆก็ไม่มีทางได้เจอกับเดธไลน์ของตัวงานอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาราว 1 เดือนครึ่ง เขาให้คุณเอาแต่ทำงานเอาๆ จนไม่มีเวลาว่างให้พักผ่อนเลย ฉะนั้น หากใครไม่อยากลำบาก ก็กลับไปทำงานประจำ ที่มีเพียง 6 วันต่อสัปดาห์ และ 10 ชั่วโมง ต่อวัน ซะจะดีกว่า "

Thurlow ก็ยืนยันว่า เงินค่าจ้างของเขาในฐานะอนิเมเตอร์ที่ญี่ปุ่นนั้น น้อยจริงๆ คือ ได้รับเพียง 100 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเท่านั้นน และด้วยการทำงานที่ไม่มีวันหยุดหย่อน เลยทำให้เขาต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง เนื่องจากอาการป่วยและเหนื่อยล้าจากการทำงาน อย่างไรก็ตาม เขาจำต้องเก็บเอาความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักเอาไว้ในใจ เพื่อต้องการมีส่วนร่วมและได้รับเครดิตจากการทำโปรเจ็คอนิเมชั่นที่เขารักนั่นเอง

จากความเห็นของคนอาชีพอนิเมเตอร์ข้างต้น ก็สอดคล้องกับรายงานฉบับตัวเต็มของ JAniCA ได้ลงรายละเอียดถึง รายได้ , เบื้องหลัง และ มุมมองในชีวิตทำงาน เมื่อเทียบกับสภาวะการทำงานของอนิเมเตอร์ของอนิเมเตอร์แต่ละคน ซึ่งหน้าที่ตำแหน่งต่างๆในสายอาชีพอนิเมเตอร์ก็มีรายได้เฉลี่ยในปี 2013 ที่แตกต่างกันไป โดย ผกก. และ หัวหน้าผกก.อนิเมชั่น คือ ตำแหน่งที่ได้รับรายได้โดยเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ที่ 6.486 เยน กับ 5.638 เยน ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งงานอื่นๆ มีรายได้เฉลี่ยต่อปี ตามนี้

2nd key animators: 1.127 million yen (US$9,392)
Touch-up (shiage) animators: 1.949 million yen (US$16,268)
In-between animation checkers: 2.607 million yen (US$21,726)
Key animators (genga): 2.817 million yen (US$23,513)
Color key artists: 3.335 million yen (US$27,790)
Storyboard artists: 3.723 million yen (US$31,030)
3DCG animators: 3.839 million (US$31,982)
Animation directors: 3.933 million yen (US$32,776)
Character designers: 5.104 million yen (US$42,602)
Producers: 5.420 million yen (US$45,174)

(ตัวเลขรายได้ดังกล่าว รวมข้อมูลของอนิเมเตอร์ตั้งแต่ พวกทำงานเต็มเวลา , พาร์ทไทม์ แล้วก็ ฟรีแลนซ์)

เท่านั้นไม่พอ ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกัน กับเรื่องของต้นทุนในการสร้างอนิเมเรื่องๆหนึ่ง มันมีจำนวนมากแค่ไหน ทำแล้วคุ้มทุนหรือเปล่า ซึ่งก็มีคนในวงการอนิเมบางส่วนได้เปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ให้พอทราบกัน โดย มาซามุเนะ ซากากิ ผู้รับหน้าที่ทำ CG ให้กับอนิเมเรื่องหนึ่ง ได้บอกกับเราว่า อนิเมซีซั่นหนึ่ง ที่มีความยาว 13 ตอนนั้น ใช้ต้นทุนเฉลี่ยราว 250 ล้านเยน แต่ก็มีอนิเมจำนวนมากที่ไม่สามารถทำรายได้ให้ชดเชยกับค่าใช้จ่ายต้นทุนได้ กลับยังต้องพึ่งบุญจากอนิเมเรื่องฮิตที่มีจำนวนเพียงน้อยนิด ขณะที่ ทาคายูกิ นากาทานิ โปรดิวเซอร์จากอนิเม Shirobako ได้ออกมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนสร้างอนิเมเรื่องดังกล่าวว่า เรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 500 ล้านเยน ในการผลิตอนิเม 24 ตอน และเพื่อที่จะทำให้อนิเมเรื่องนี้ขายได้ เขาจึงต้องทุ่มสุดกำลัง ทั้งการโฆษณา วางแผนจัดงานอีเว้นต์ และการผลิต-จำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้อง ส่วน ชินจิ ทาคามัตสึ อนิเมเตอร์ประสบการณ์สูง บอกว่า อนิเมเรื่องนึงใช้ทุนสร้างราว 150-200 ล้านเยน แถมเขาเสริมด้วยว่า การจะคาดหวังทำอนิเมโดยขึ้นอยู่กับยอดขายแผ่นเพียงอย่างเดียวนั้น มันเป็นโมเดลที่ไร้ความหวัง แต่ถึงกระนั้น อนิเมรอบดึกเกือบทุกเรื่อง จะเป็นลักษณะแบบนี้หมด

จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็พอที่จะบ่งบอกว่า งานอนิเมชั่นนั้นจัดเป็นงานที่ต้องแลกมาด้วยกับความลำบากของผู้สร้าง ยิ่งสวัสดิการอะไรไม่ดี ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถึงกระนั้น ก็มีอนิเมเตอร์จำนวนหลายคนที่ยังคงกัดฟันต่อสู้กับอาชีพนี้กันต่อไป เนื่องจากมันเป็นงานที่พวกเขาชอบและหลงรักแล้วนั่นเอง จากความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับบรรดาอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆ ก็เลยทำให้มีการผุดโปรเจ็ค "หอพักต้นทุนต่ำ" สำหรับอนิเมเตอร์ ขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลืออนิเมเตอร์น้องใหม่เหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตกันอย่างสบาย ไม่ลำบากขึ้น รวมถึงยังเป็นการช่วยฝึกทักษะการทำงานของพวกเขาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นกัน ก็ต้องดูกันว่า โปรเจ็คที่ว่ามานี้ จะออกมาเวิร์คในระยะยาวหรือไม่!?



 

   รวมข่าวต่างประเทศ-เบ็ดเตล็ด รอบปี 2015

- กระทรวงวัฒนธรรมจีน ได้ดีเดย์กวาดล้างการ์ตูนอนิเมแนวญี่ปุ่นชุดใหญ่ ด้วยการประกาศขึ้นลิสต์บัญชีดำการ์ตูนอนิเมญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม เป็นภัยต่อความมั่นคงและจิตใจของชาวจีน จำนานมากกว่า 38 เรื่องด้วยกัน โดยสาเหตุหลักๆที่รบ.จีนจัดการแบนการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่องอย่างเด็ดขาดนั้น มาจากกฎระเบียบใหม่ของรบ.จีน ที่ระบุว่า วีดีโอหนังจากต่างประกาศ จะสามารถออกฉายบนเว็บไซต์นั้นๆได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากรบ.จีนเสียก่อน ซึ่งเรื่องไหนที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม มีฉากรุนแรง ลามกอนาจาร, ก่อการร้าย และคุกคามต่อจิตใจสาธารณะชน ก็จะถูกจับเข้าบัญชีดำทันที เช่นเดียวกับ บรรดาเว็บไซต์วีดีโอในจีน ที่เผยแพร่หนังไม่เหมาะสมนั้น ก็จะถูกสอบสวนและลงโทษต่างๆนานา

- Yomiuri TV ของญี่ปุ่น ได้นำ "ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน" ตอนใหม่ล่าสุด ไปออกฉายในจีน ในรูปแบบ Simulcast ตามหลังญี่ปุ่นเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น! ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่าง Yomiuri TV กับ China Shanghai Character License Administrative Co., Ltd.. บริษัทท้องถิ่นของจีน โดยมีเป้าหมายหลักในการต่อสู้กับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อันเรื้อรังในจีน รวมไปถึง ยังเป็นการรักษาฐานแฟนโคนันในจีน ได้อย่างเหนียวแน่น อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

- Alibaba Group Holding กลุ่มบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของจีน ภายใต้ชื่อ Alibaba เตรียมจะหยิบเอามังงอนิเมญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งมาดัดแปลงในรูปแบบคนแสดง ออกฉายทางออนไลน์ผ่าน Youku Tudou โดยจะประเดิมเรื่องแรกกันด้วย ฉบับละครคนแสดงของ Dragon Zakura หรือ นายซ่าท้าเด็กแนว ผลงานการ์ตูนแนวติวหนังสือ ของ อ.โนริฟุสะ มิตะ

- Radiant การ์ตูนมังงะสไตล์ญี่ปุ่นจากผลงานปลายปากกาของ Tony Valente นักเขียนชาวฝรั่งเศส ก็กลายเป็นมังงะจากฝรั่งเศสเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์และวางจำหน่ายในญี่ปุ่น โดย สนพ. Asukashinsha ซึ่งเพิ่งวางจำหน่ายเล่มแรกไปเมื่อ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา

- อนิเมจอเงินโคนัน ชุด Detective Conan : Sunflowers of Inferno ที่ออกฉายในเกาหลีใต้นั้น ได้เกิดประเด็นใหญ่ร้อนแรงขึ้นมาในหมู่คอการ์ตูน เมื่อ Sina Weibo สื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คของจีน ได้รายงานว่า หนังโคนันชุดนี้ในเวอร์ชั่นเกาหลี ได้มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่างๆภายในหนังเสียใหม่ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรที่สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่นในหนัง ก็จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเกาหลีซะหมด อาทิ ธนบัตรเยน กลายไปเป็น แบงค์วอน , หนังสือพิมพ์กลายเป็นภาษาเกาหลี เท่านั้นไม่พอ สถานที่ต่างๆในหนังที่เป็นภาษาญี่ปุ่น จะถูกเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ในเกาหลีหมด รวมถึง แผนที่ญี่ปุ่น , พิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ สนามบิน กลายเป็นเกาหลีทั้งหมดและจากประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น ก็มีความเห็นต่างๆออกมามากมาย

- อัลบั้ม Royalty ของนักร้องหนุ่มฮิปฮอป Chris Brown ที่ออกวางขายไป เมื่อ 18 ก.ย. 2015 เกิดดราม่าขึ้น เมื่อมีแฟนการ์ตูนส่วนหนึ่งพบว่า ปกอัลบั้มดังกล่าว แทบจะก๊อปมาจากหน้าเปิดตอนหนึ่งของการ์ตูน City Hunter ทุกกระเบียดนิ้วเลย!!!!! ต่างกันแค่หน้าของ ป๋า (ซาเอบะ) เรียว กับ Chris Brown เท่านั้น!!!!!

- จนท.ตำรวจญี่ปุ่น ได้ทำการกวาดล้างขบวนการเผยแพร่การ์ตูนลิขสิทธิ์อย่างผิดกฎหมายบนเว็บไซต์เถื่อนจากต่างประเทศ อย่างสุดฤทธิ์ โดยได้รวบตัว ชาวญี่ปุ่น 1 คน กับ ชาวจีน 3 คน ผู้ตกเป็นผู้ต้องหารวมหัวกันเผยแพร่สแกนการ์ตูนวันพีซ ตอนใหม่ ตอนใหม่ล่าสุดก่อนนิตยสารจะวางขายจริง และจากคดีดังกล่าว จนท.ได้ขยายผลการจับกุมเพิ่มเติม ด้วยการจับกุมชาวจีอีกน 2 คน ในข้อหากระทำการอัพโหลตมังงะตอนล่าสุดของ Nanatsu no Taizai หรือ ศึกตำนาน 7 อัศวิน หนึ่งในการ์ตูนสุดฮิตยอดนิยมในนิตยสาร Shōnen Magazine บนเว็บไซต์เถื่อนแห่งหนึ่ง ก่อนที่นิตยสารดังกล่าวจะออกวางขายจริง เช่นกัน (ที่น่าตกใจก็คือ ทั้ง 2 คดีนั้น ดันมี ชาวญี่ปุ่น ผู้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีแรก มีเอี่ยวเหมือนกันอีกต่างหาก!!!!!) ซึ่งจนท.เชื่อว่า คงมีชาวจีนอีกหลายกลุ่มที่ทำแบบนี้กันเป็นขบวนการในญี่ปุ่น

- อุเมสึ ไดสุเกะ เจ้าของนามปากกา มามาเระ โทโนะ ผู้แต่งนิยายเรื่อง Log Horizon กับ Maoyu Mao Yusha ถูกรวบตัวในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีกับฝ่าฝืนกฎหมายภาษีสรรพากร เมื่อ เม.ย. 2015 โดยถูกกล่าวหาว่า กำลังเลี่ยงภาษีจากค่าลิขสิทธิ์ผลงานเป็นจำนวนรวมกันถึง 122 เยน ในช่วงระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่สิ้นสุดปีงบประมาณ มี.ค. 2014 แม้ว่าตัวเขาจะอ้างว่า ได้เคลียร์เรื่องนี้กับทางสรรพากรโตเกียวไปแล้ว แต่เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่แผนกพิเศษ แห่ง สำนักงานอัยการเขตโตเกียวสั่งลงโทษเขาเพิ่มเติม ด้วยการกักบริเวณ ณ บ้านพัก จากการที่ m2ladeJAM บริษัทจัดการลิขสิทธิ์ของเขา ถูกกล่าวหาว่า ไม่ยอมจ่ายภาษีเป็นจำนวนราว 30 ล้านเยน ด้วยกัน

- โทว อุบุคาตะ ผู้เขียนนิยาย Mardock Scramble และเป็นคนเขียนบทให้กับอนิเม Ghost in the Shell Arise กลายเป็นนักเขียนอื้อฉาวประจำปี จากการที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายภรรยาของตนเอง แม้ว่าเขาได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายแล้วก็ตาม แต่คดีความที่เกิดขึ้นนั้น กำลังยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี

- ข้อตกลงทางการค้า TPP (Trans-Pacific Partnership) ที่ได้มีการเจรจากันในหมู่ 12 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น ก็ได้มีการเจรจาลุล่วงเรียบร้อย ซึ่งนั่นก็มีผลทำให้ รบ.ญี่ปุ่น จำต้องปรับปรุงฎหมายลิขสิทธ์เสียใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายของ TPP ซึ่งมีตั้งแต่ ข้อกำหนดขั้นต่ำเกี่ยวกับทะเบียนการค้า,ทรัพย์สินทางปัญญา,การคุ้มครองลิขสิทธิ์ และ สิทธิบัตร รวมถึงการขยายอายุความคุ้มครองผลงานลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 70 ปี เท่านั้นไม่พอ กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ จะเป็นการเพิ่มอำนาจแก่จนท.ในการดำเนินคดีทางกฎหมายลิขสิทธิ์และสามารถดำเนินการจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้ทันที โดยที่ไม่ต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของผลงานตัวจริง (ซึ่งต่างจากกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปัจจุบันของญี่ปุ่น ที่จะดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อ จนท.ได้รับความยินยิมจากเจ้าของลิขสิทธิซะก่อน) และจากประเด็นหลังนี่ล่ะ ที่ทำเอาคนในวงการการ์ตูน-อนิเม ไม่ค่อยพอใจที่ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าร่วม TPP นัก เนื่องจากมองว่า ข้อตกลงนี้ จะเป็นการทำลายผลงานที่จัดทำโดยแฟนๆ (อย่างเช่น โดจินชิ , แฟนอาร์ต) , คอสเพลย์ ซะหมดสิ้น ดีไม่ดีจะส่งผลต่องาน Comiket งานโดจินชิงานใหญ่ของญี่ปุ่นด้วย และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอนเลยว่า ผลงานจัดทำโดยแฟนๆ กับ กฎหมายฉบับปรับปรุงไปตาม TPP จะลงเอยยังไง?

 

 


  สรุปซีรี่ย์การ์ตูนจบระเนระนาดปี 2015


ปีแพะ 2015 นี้ก็มีซีรี่ย์การ์ตูนดังจำนวนหนึ่งได้ทยอยจบลงไป ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องดังน่าจดจำ กับ เรื่องดังที่................ไม่รู้บ้านเราจะได้ติดตามกันต่อหรือเปล่า? ลองมาทวนความจำกันว่า ในรอบปีที่ผ่านมานี้ มีเรื่องไหนที่อวสานไปแล้วมั่ง :

  • Ao Haru Ride
  • Yamato Nadeshiko Shichi Henge หรือ หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว
  • Taiyō no Ie บ้านแสงตะวัน
  • Embalming - ศพคืนชีพ
  • Beelzebub
  • Half & Half
  • Sekirei
  • Chi's Sweet Home
  • Arakawa Under the Bridge
  • Ro-Kyu-Bu!
  • โคบายาชิ น่ารักเกินห้ามใจ!!
  • Ultimo
  • Dansai Bunri no Crime Edge สายเลือดล่าสังหาร
  • Princess Lucia
  • Fantasista Stella
  • Knights of Sidonia
  • Nichijō
  • Letter Bee
  • Dear Boys
  • Clover เพื่อนรักขาลุย
  • Kuroko no Basket Extra Game
  • วัยกระเตาะ ตึ่งตึงตึ๊ง
  • GA: Geijutsuka Art Design Class
  • เทพศาสตร์ ซากาโมโต้


  list คนวงการการ์ตูนอนิเมผู้จากไปในปี 2015



  ในปี 2015 ที่ผ่านมา ได้มีคนวงการการ์ตูนอนิเมได้จากโลกนี้ไปจำนวนหนึ่ง ด้วยสังขาร โรคร้าย หรือ อุบัติเหตุ ซึ่งเราได้รวบรวมชื่อมาพอสังเขป เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี รวมไปถึง ผลงานของพวกเขา ที่ได้ฝากเอาไว้ในช่วงที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ :

  • โนบุยูกิ ฟูจิโมโตะ คนเขียนบทอนิเมโดราเอมอน

  • จิคาโอะ โอทสึกะ นักพากย์รุ่นดึก เจ้าของเสียงพากย์ตัวละครที่มีอายุหน่อยๆ อาทิ Gold Roger จาก One Piece, Aeolia Schenberg จาก Mobile Suit Gundam 00, Goemon Ishikawa จาก Lupin the 3rd, Nezumi Otoko กับ Hakusanbo จาก Gegege no Kitarō และ Nurarihyon. จาก Nurarihyon. no Mago เป็นต้น

  • Ol'ga Yakovleva หรือ Origa นักร้องสาวรัสเซีย นักร้อง Anisong เจ้าของเพลงประกอบจาก Ghost in the Shell: Stand Alone Complex

  • Monty Oum ผู้สร้าง ผกก. ของ RWBY อนิเมซีรี่ย์ออกฉายทางเว็บของอเมริกัน

  • Talus Taylor หนึ่งผู้ให้กำเนิดตัวการ์ตูน Barbapapa

  • Cocoa Fujiwara นักเขียนการ์ตูนเจ้าของผลงานดัง Inu x Boku SS คุณหนูปากร้าย x จิ้งจอกปีศาจ

  • โยชิฮิโระ ทัตซึมิ ศิลปินนักวาดการ์ตูนต้นตำรับ Gekiga (การ์ตูนแนวมืดมนสิ้นหวัง) และเป็นผู้แต่งเรื่อง A Drifting Life

  • Sir Christopher Lee นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงจากบทบาทของตัวร้ายในหนังดังหลายเรื่อง ตั้งแต่ Dracula and Frankenstein , James Bond (ในบท Scaramanga) , Star Wars ( ในบท Count Dooku) , และ The Lord of the Rings (ในบท Saruman) ซึ่งเขายังมีส่วนร่วมกับผลงานอนิเมนญี่ปุ่น ด้วยการพากย์เสียงในหนังอนิเมชุด The Last Unicorn และ Nutcracker ของ Sanrio รวมถึง พากย์เสียงในบทของ Ansem the Wise/DiZ จากเกม Kingdom Hearts อีกหลากหลายภาคด้วยเช่นกัน

  • คาซึยะ ทาเทคาเบะ ผู้พากย์เสียง 'ไจแอนท์' เวอร์ชั่นต้นตำรับภาษาญี่ปุ่น รวมถึงตัวละครจากอนิเมคลาสสิคหลายเรื่อง

  • โทชิฟุมิ ทาคิซาวะ ผกก.อนิเมแนวแอ็คชั่น หรือ ไซไฟ จาก Dirty Pair , Samurai 7 ฯลฯ

  • ฮิเดฮิโตะ อุเอดะ ผกก. และ นักเขียนสตอรี่บอร์ด จาก A.D. Police, Cybuster, H2, Transformers: Armada ฯลฯ

  • Shannon Burgess นักพากย์สาวชาวแคนาดา จาก Cardfight!! Vanguard: Link Joker Hen

  • ซาโตรุ อิวาตะ ประธานของ Nintendo บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

  • ฮิโรยูกิ คิโนชิตะ ผู้บริหารฝ่ายจัดการของ Toei Animation

  • ชิอินะ โมตะ โปรดิวเซอร์ของ Vocaloid เคยออกอัลบั้มเป็นของตัวเอง ถึง 2 ชุด ออกวางขาย ปี 2012 และ 2013

  • มาซายูกิ อิซึมิ ผู้เป็นที่รู้จักจากบทบาทของ ยูจิ คิบะ / Mask Rider Orga / Horse Orphnoch จากซีรี่ย์ Mask Rider Faiz (Mask Rider 555)

  • ฮินาโกะ คนโนะ - ศิลปินนักวาดภาพ , นักเขียนการ์ตูน จาก มังงะภาคแยกของ Di-Gi-Charat รวมถึง นักแต่งเพลงให้กับวิชวลโนเวลจำนวนหนึ่ง

  • มาซากิ ฮิมุระ ผู้แต่งมังงะ Hajimete no Kōshien

  • ทาคายูกิ ซาโนะ หรือ samfree ศิลปินคนทำเพลง Vocaloid

  • โคจิ มิยาตะ นักเขียนการ์ตูนเรื่อง Mahiru ni Miyoko หรือ 'สาวแสบวิญญาณซ่าส์ '

  • โนริโยชิ โอราอิ ศิลปินนักวาดโปสเตอร์ให้กับหนัง-อนิเมไซไฟเรื่องดัง อย่าง Godzilla กับ Star Wars ฯลฯ

  • มิยู มัตซึกิ นักพากย์ผู้มีบทบาทการพากย์เสียงจากบทบาทตัวละครหลายเรื่อง อาทิ Kū-ko จาก Nyaruko: Crawling with Love!, Isumi Saginomiya จาก Hayate the Combat Butler, Magical Sapphire จาก Fate/kaleid liner Prisma Illya,ฯลฯ รวมถึงมีผลงานการขับร้องเพลงประกอบอนิเมจาก Love Love?, Zoku Sayonara Zetsubō Sensei, และ Nyaruko: Crawling with Love!

  • สุมิโกะ ชิราคาวะ - นักพากย์อาวุโส ผู้พากย์เสียง เดคิซึงิ จากอนิเมโดราเอมอน เวอร์ชั่น 1973 , 1979

  • ชิเงรุ มิซึกิ - ยอดนักเขียนการ์ตูนเขย่าขวัญจาก Ge Ge Ge no Kitaro หรือ อสูรน้อยคิทาโร่

  • อาคิยูกิ โนซากะ - ผู้แต่งนิยายต้นฉบับ Grave of the Fireflies หรือ 'สุสานหิ่งห้อย'

  • วาทิน ปิ่นเฉลียว หรือ ลุงต่วย บก.และผู้ให้กำเนิดนิตยสารต่วยตูน

  • Guri-chan นักวาดภาพประกอบจากนิตยสารวัยรุ่นอย่าง I-Like ,Berry ,Twilight รวมถึง นิยายต่างๆของแจ่มใส และหนังสือในเครือสนพ.บงกช


 


  นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวงการการ์ตูนตลอดปี 2015 ในปีลิงวอกจอมซนที่กำลังจะมาถึง พร้อมกับการเปิดสมาคมอาเซียน AEC อย่างเป็นทางการ ...... วงการการ์ตูนจะก้าวไปในทิศทางไหนกัน ก็ต้องติดตามข่าวคราวกันต่อไปครับ ซึ่งเราก็ขอให้ทุกคนจงมีแต่ความสุข ความโชคดี จะทำอะไรขอให้ปลอดอุปสรรคทั้งปวง ตลอดปีพ.ศ. ๒๕๕๙ ขอให้รัก สามัคคี ใจเย็นๆ มีเหตุมีผล ประเทศชาติพ้นภัย ครับ !!!!!!!!!!!............(ยังมีต่อตอนที่ 2 เน้อ)

สำนักข่าว KD News
 
free hit counter javascript